[FIC] 1 become 2 :P.10:
posted on 20 Jan 2008 22:51 by katere in Fic-1become2: เปลี่ยนธีมแล้ว กด F5 ด้วย :
กาเท่เร่'s คุย :: ได้ฤกษ์มาลงฟิคซะทีเน้...หายไปนานมากมาย
วันก่อนแวะมาลงแล้ว แต่ลงที่โรงเรียน เลยลืมไปว่าในบล็อกเราจะอัพ 1 become 2 ช้ากว่าในบอร์ดไป 1 ตอน
เนื่องจาก ลงไม่ทันนั่นเอง ฮ่าๆ
อันนี้ตอนที่ 10 นะ..อยากให้อ่านกันอ่ะ เพราะเรื่องนี้เราแต่งเหนื่อยจริงๆ
กลับไปอ่านตอนเก่าก่อนก็ได้ รอได้จ้า =)
Part 10
เสียงเมโลดี้ที่ซึงเฮเลือกใช้มันเอง มักจะไพเราะเสมอ แต่มันคงไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่มันดังขึ้นพร้อมกับชื่อบุคคลที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
‘คิม คิบอม’
ติ๊ด~
แม้นิ้วมือจะสั่นเทา แต่เขาก็กดรับมัน
ไม่ใช่ทันทีที่เสียงนุ่มทุ้มนั้นดังมาจากปลายสาย ซึงเฮเองก็ไม่ได้กล่าวทักออกไปก่อน จึงมีเวลาซักพักที่ความเงียบจะเข้ามาคั่น ก่อนที่คิบอมจะเป็นฝ่ายเรียกชื่อเขาออกมาก่อน
((ซึงเฮ...))
((อือม์...))
ซึงเฮรับรู้ได้ แม้ว่าจะไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เขาก็รู้ว่าคิบอมอึดอัดแค่ไหนที่จะพูดมันออกมา ..พูดเพื่อบอกว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องไปซักที
หมดเวลาของ ลีซึงเฮ ตัวแทนของ ลีทงเฮ เสียที
((ฉัน..ต้องไปแล้วใช่มั๊ย?))
((ซึงเฮ~)) น้ำเสียงที่ซึงเฮรู้ดีว่าคิบอมพูดมันด้วยสีหน้าอย่างไร ลำบากใจมากสินะ..กลัวว่าฉันจะเสียใจใช่มั๊ย
((ฉันไม่เป็นอะไร ก็รู้อยู่แล้ว ว่าจะต้องถึงวันนี้)) เขาเว้นวรรคไปชั่วอึดใจ เลื่อนสายตาไปจับจ้องที่กลุ่มผมสีดำสนิทของรุ่นน้องที่พิงไหล่ของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง เขารู้ดี..ว่าอะไรทำให้กยูฮยอนต้องเป็นแบบนี้ อีกทั้งกับคำพูดพร่ำเพ้อของเด็กหนุ่มยามที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทุกอย่างมันทำให้ซึงเฮรู้ และอดที่จะสงสารกยูฮยอนคนนี้ไม่ได้
((ดีใจด้วยนะ)) ก็แค่ประโยคสั้นๆ แต่ซึงเฮกลับรู้สึกว่าการที่จะเค้นออกไปนั้นมันยากลำบากเพราะลำคอที่ตีบตันมันบังคับให้เขาจำต้องฝืน ปั้นน้ำเสียงสั่นเทาให้ดูราบเรียบ
((อืม แล้วนายจะไปไหน?))
((กลับไปในที่ของฉันน่ะสิ ถามได้))
((ขอบคุณนายมากนะ ซึงเฮ))
((ไม่เป็นไร...))
คำว่าไม่เป็นไรที่ซึงเฮพูดออกไป มันคงทำให้คิบอมรู้สึกสบายใจไม่น้อย แต่สำหรับเขาแล้ว คำว่า ไม่เป็นไร เป็นเหมือนหมัดหนักๆที่เสยกระทบคาง และตามด้วยกระทืบซ้ำ
เจ็บปวด พ่ายแพ้ โง่เง่า!!
..
“เจอรึเปล่า? กยูฮยอนอยู่ที่ไหน เค้าเป็นอะไรมั๊ย?” คำถามจากลีดเดอร์พรั่งพรูออกมาทันทีที่ร่างนิ่มโผล่พ้นบานประตูเข้ามาภายในห้องพัก ซองมินมองไปรอบๆห้องที่กองจมไปด้วยร่างยาวกระปวกกระเปียกที่พาดขาระเกะระกะไปทั่วของเพื่อนๆในวง ก่อนจะเลี้ยวสายตากลับมาที่ลีทึกที่ดูจะวิตกมากกว่าใคร
“ว่างัย? กยูฮยอนล่ะ!”
ซองมินส่ายหัว
“ไม่เจอเหรอ?! มันไปไหนของมันเนี่ย!” จองซูแทบจะพ่นไฟออกมาปากได้ ท่าทางฟึดฟัดพลอยทำให้คังอินต้องเป็นกังวลตามไปด้วย การที่เห็นหน้าสวยๆอันตรธานหายไปกลายเป็นยักษ์ขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งเขาต้องการพาลพบมากนัก จึงเดินมาโอบไหล่ ลูบเบาๆเป็นการปลอบประโลม
“ใจเย็นๆก่อน เดี๋ยวมันก็กลับมา”
“จะให้เย็นยังไงไหวล่ะยองอุน ไอ้กยูมันไม่เคยหายไปแบบนี้ แล้วยังจะปิดมือถืออีก ถ้าเกิดมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับมันขึ้นมาล่ะ เราจะทำยังงัย..นายไม่ได้มายืนอยู่ตรงที่ฉันยืน นายไม่รู้หรอก!!”
((ปิ๊งป่อง~!))
เสียงออดหน้าประตูดังขึ้นขัดอารมณ์ที่คุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ซองมินหันขวับและเป็นคนพุ่งตรงไปเปิดเป็นคนแรก เขากระแทกประตูออกไปและก็ไม่พบว่ามีใคร แต่เมื่อก้มลงดูเบื้องล่างแล้วก็ต้องตาโต ร่างของกยูฮยอนนอนหมดสภาพพิงผนังห้องปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ซองมินปราดเข้าไปพยุงร่างน้องเล็กที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ ตามมาด้วยคังอินที่อาสาแบกร่างของกยูฮยอนให้เพราะซองมินมีเรี่ยวแรงไม่พอ
“ไปทำอะไรมาเนี่ย ถึงได้หมดสภาพขนาดนี้!!” ลีทึกดูท่าจะอารมณ์เสียพอดู ยืนกอดอกพินิจน้องเล็กด้วยคิ้วที่ยับย่นบนใบหน้า
“ตัวร้อนจี๋เลย” ซองมินละหลังมือออกจากหน้าผากของกยูฮยอนเพราะอุณหภูมิที่สูงเกินกว่าที่คิดไว้ แต่หลังจากนั้นก็ทาบลงไปอีกรอบ
“เดี๋ยวผมไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้กยูมันดีกว่า” ว่าแล้วก็หายเข้าไปในห้องน้ำ ลีทึกทิ้งน้ำหนักตัวลงนั่งบนเตียงของน้องเล็ก เอามือตัวเองวัดไข้ให้น้องบ้าง และก็เป็นอย่างที่ซองมินบอกจริงๆ กยูฮยอนตัวร้อนจัดเหมือนเพิ่งออกจากเตาอบ ร่างบางส่งสายตาห่วงใยเลยไปถึงคังอินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่นานซองมินก็กลับเข้ามาพร้อมกะละมังเล็กๆในมือและจัดการชัดเนื้อเช็ดตัวให้กับคนหมดสติ
“พี่ลีทึก ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวผมดูแลน้องมันเอง” ซองมินออกปาก
“ดูแลไหวนะ ถ้าไม่ไหวยังงัย ไปปลุกฉันได้นะ อย่าฝืน”
“อื้ม” รอจนคู่รักพี่ใหญ่ของบ้านออกไปจากห้อง ซองมินคว้าเอายาแก้ไข้มาจากโต๊ะข้างเตียง และพยุงร่างเก้งก้างของกยูฮยอนขึ้นมา
“พี่ทงเฮ~....พี่ทงเฮ~..........”
ซองมินค้างไปเล็กน้อย แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่กยูฮยอนพูด “กยูฮยอน ตื่นก่อน..กินยาก่อนนะ”
“ทำไม........” ชายหนุ่มเพ้อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้หรือเพราะพิษบาดแผลภายในหัวใจกันแน่ ซองมินได้แต่ลูบเส้นผมน้องเล็กเป็นการปลอบโยน
“ทำไมผมต้องรักพี่.....” ประโยคสุดท้ายอันแผ่วเบา กยูฮยอนทิ้งมันไว้ให้ซองมินได้ข้องใจ
..
ทงเฮที่นั่งเหม่อลอยไร้ความรู้สึกอยู่กับที่นั่งข้างคนขับ ทำให้คิบอมต้องขมวดคิ้วหนักหลายรอบ พอๆกับจำนวนครั้งการถอนหายใจ
รถยนต์คันหรูสีดำสนิทจอดเทียบลานจอดรถใต้อพาร์ทเม้นที่พวกเขาพักอาศัย คิบอมดับเครื่องแล้วหันมาหาร่างบางที่ยังคงจมอยู่กับห้วงความคิด
“ทงเฮครับ....ทงเฮ.....”
“ทงเฮ!”
“ฮะ?....” ทงเฮที่สะดุ้งราวกับโดนของร้อนแตะต้องยามเมื่อมือหนาของคิบอมจับเข้าที่ไหล่บางนั้น สร้างความไม่เข้าใจให้กับคิบอมอย่างประหลาด
ทงเฮคิดอะไรอยู่เหรอ?
ทงเฮไม่ดีใจที่ได้กลับมาหากันรึยังงัย?
“ถึงแล้ว เหม่ออะไร หืม?”
ดวงตากลมหลุบต่ำยามจ้องลึกเพื่อค้นหาคำตอบ ยิ่งจะทำให้ปมในใจของคิบอมขมวดติดกันแน่นจนอาจแก้ไม่ออก นอกเสียจากจะหยิบกรรไกรมาตัดให้ขาดสะบั้นเป็นสองชิ้น
“เปล่า” ทงเฮตอบเสียงเบาราวกับจะไม่ให้คนถามได้ยิน
“บอกผมไม่ได้เหรอ?”
“ไม่มีอะไรจริงๆ...”
“ทงเฮดีใจรึเปล่า?” อ้อมค้อมไปก็ไม่ได้อะไร คิบอมจึงตัดสินใจไถ่ถามกันตรงๆ
“เรื่องอะไร?”
“เรื่องที่เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมงัย”
ทงเฮทำเพียงหลุบสายตาลงให้ต่ำกว่าเดิม ไม่เข้าใจ..ทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร หลบซ่อน ปิดบังอะไรเค้าอยู่งั้นหรือ?
คิบอมพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธที่ปะทุอยู่ภายในให้เย็นลง รอฟังคำตอบจากริมฝีปากบาง ไม่นานดวงหน้าสวยก็เงยขึ้นและยิ้มให้บางๆ ก่อนจะตอบกลับมาเสียงนุ่ม
“ดีใจสิ”
ริมฝีปากหยักสวยประทับเบาๆลงบนกลีบปากอ่อนนุ่มแต่ซีดเซียวนั้น อยากให้ทงเฮรู้ว่าความรู้สึกของคิมคิบอมคนนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปไหนเลย
ยังคงรักลีทงเฮคนนี้อยู่เสมอ
ยังคงรักลีทงเฮคนนี้เพียงคนเดียว
แล้วทงเฮล่ะ?
การที่ไม่ตอบรับสัมผัสอ่อนโยนนี้ มันหมายความว่ายังงัยกัน?
ใจของทงเฮแบ่งออกเป็นสองส่วน หรือว่ามันเปลี่ยนไปทั้งหมดแล้ว?
ร่างสูงจูงมือคนตัวเล็กให้เดินไปขึ้นลิฟท์ด้วยกัน ระยะเวลาสั้นๆแต่อึดอัดภายในลิฟท์มีแต่จะสุมให้ความไม่เข้าใจลุกโชนจนเป็นเชื้อเพลิงไวไฟ คิบอมจะยังพอเข้าใจหากทงเฮจะเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา เพราะแผลในหัวใจที่ยังคงหายไม่สนิท แต่กับท่าทีที่ดูห่างเหิน และหัวใจที่ไม่ได้ฝังอยู่ในอกข้างซ้ายแต่หายไปไหนไม่รู้ได้ ต่อให้ถึงยังงัย คิบอมก็จะไม่มีวันเข้าใจมันเด็ดขาด!
ซองมินเป็นคนเปิดประตูให้กับพวกเขา เพราะช่วงเวลาเช้าๆแบบนี้สมาชิกคนอื่นๆจะยังไม่เสด็จลุกจากเตียงบรรทม
“กลับมาแล้วเหรอ?” ร่างอวบทักทั้งที่ยังตาปรือ ไม่ใช่เพราะตื่นเช้าจนเกินไป แต่ซองมินยังไม่ได้นอนเลยต่างหาก
“ดูเพลียๆนะ” คิบอมสอดส่ายสายตาเข้าไปภายในห้อง แต่ไม่พบอะไรถึงกลับมาจ้องหน้าซองมินแทน
“กยูฮยอนเมากลับมาเมื่อคืน..ใครทำให้เสียใจมาก็ไม่รู้ น้องถึงได้เมาแอ๋ขนาดนั้น ปกติเจ้านั่นดื่มไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ”
“แต่นายน่าจะรู้ดีนะ ทงเฮ” ไม่พูดเปล่า ซองมินส่งสายตาจิกกัดไปที่ทงเฮจนร่างบางนั้นร้อนวาบ
“เกี่ยวอะไรกับทงเฮล่ะ” คิบอมตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนจะดันหลังทงเฮให้ตรงไปที่ห้องนอน “ไปอาบน้ำให้สดชื่นดีกว่านะ”
“อะ..อื้ม” ตอบรับในลำคอ และเดินไปตามที่คิบอมบอก แต่ยังคงทิ้งสายตาไม่เข้าใจเอาไว้กับซองมิน
..
เวลาอาหารเช้ามีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นให้สมาชิกทุกคนกระปี้กระเปร่าขนานดี ทั้งร่างสูง ร่างผอม ร่างอวบ ร่างอ้วนทยอยกันมารายล้อมโต๊ะอาหารที่ประกอบไปด้วยมื้อเช้าฝีมือเชฟฮันเกิง ทงเฮกอดฮยอกแจแน่นตั้งแต่ก้นยังไม่แนบกับเก้าอี้ตัวประจำดีด้วยซ้ำ หน้าหวานๆถูต้นแขนผอมๆไปมาอย่างออดอ้อนตามปกติที่เจ้าปลานีโม่ตัวนี้จะทำกับเจ้าไก่เสมอๆ แต่มันก็จะไม่ปกติก็เพราะซึงเฮไม่เคยทำตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน 1 เดือนนั่นแหละ
“ไอ้ทงเฮ วันนี้แกเป็นบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย!”
“ก็คิดถึงแกอ่ะ ไม่ได้เจอ....เอ่อ......ก็อยากทำงัย ทำไม่ได้เหรอ? หรือว่านายรังเกียจเพื่อนน่ารักๆอย่างฉัน?”
“เฮ้ย! ไม่ใช่ๆ ก็แค่แปลกใจ นายไม่ได้ทำแบบนี้มาตั้ง...อืมม์?.....” ฮยอกแจยกนิ้วขึ้นมานับ “เกือบเดือน แล้ววันนี้ผีขี้อ้อนกลับศาลเหรอ?”
“ก็....ก่อนหน้านี้นายมันไม่น่ารักนี่นา แต่วันนี้นายน่ารัก น่ากอดที่สุด” ส่งประโยคอ้อนๆจบก็เอาหัวทุยพิงไหล่เพื่อนอย่างเอาใจ
“พอได้แล้ว ไอ้ 2 แสบ แกก็นะ ทงเฮไม่เกรงใจคิบอมมันบ้างรึงัย”
“..........” ทงเฮค่อยๆแกะมือตัวเองออกจากเอวของเพื่อนรัก กลับมานั่งตัวตรงพลางหยิบตะเกียบขึ้นมาแทะ เจ้าตัวทำเพียงเหลือบตามองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างกัน แต่ไม่ได้หันไปสบตรงๆกับสายตาตัดพ้อจากอีกฝ่าย
“น่ากินทั้งนั้นเลย...” ทงเฮเปลี่ยนหัวข้อมาเป็นมื้อเช้าของวันของเหล่าสมาชิก มื้อแรกของเขาหลังจากหายไปจากห้องแห่งนี้เกือบเดือน และตั้งท่าจะสวาปามเป็นคนแรก ถ้าไม่มีบางอย่างรั้งเขาเอาไว้
“อ้าว? กยูฮยอน ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงหวานหูของซองมินอาจจะเรียกเอาความสนใจจากทุกคนที่นั่งล้อมโต๊ะ แต่สำหรับทงเฮกับคิบอมสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ถึงกับวางตะเกียบและหันไปทางร่างสูง ก็คือชื่อของบุคคลดังกล่าว
ดวงตารีเรียวมองผ่านคิบอมไปยังทงเฮที่จ้องกลับตาไม่กระพริบ สายตาที่กยูฮยอนไม่อยากจะมองกลับ..แต่เป็นสายตาที่กยูฮยอนต้องการมากที่สุด เขาเบนหน้าไปทางลีทึกแทน
“เป็นงัย ปวดหัวอยู่รึเปล่า?”
“ค่อยยังชั่วแล้วครับ” กยูฮยอนตอบพร้อมกับนั่งประจำที่นั่งของตัวเอง และเหมือนฟ้าจงใจจะกลั่นแกล้งเขาเหลือเกิน กยูฮยอนที่ไม่ได้ทานข้าวเช้าร่วมกับพี่ๆเพิ่งรู้วันนี้เองว่าที่นั่งของเขากับทงเฮอยู่ตรงข้ามกัน
“ไม่สบายเหรอ กยูฮยอน?” กยูฮยอนจำต้องฝืนใจเงยหน้าขึ้นมองหน้าพี่ชายที่ส่งยิ้มเศร้าๆกลับมา กยูฮยอนไม่ได้ตอบอะไรนอกจากหลุบตาลงต่ำเพื่อหลบสายตา
เท่านี้ยังไม่เพียงพอกับที่ทงเฮต้องการอีกหรือ?
แค่นี้ โจวกยูฮยอน คนนี้ก็เจ็บจนแทบทนไม่ไหว...
“ป้ะๆ กินข้าวกันได้แล้ว เดี๋ยวมันจะชืดไปซะก่อน กยูฮยอน นายน่ะต้องกินเยอะๆนะ หมู่นี้ซูบลงไปเยอะเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นไม้เสียบผีไปซะก่อน” ลีดเดอร์สุดสวยคงเดาสภาพอากาศที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้องอาหารได้ ว่ามีเมฆหมอกหนา และอาจจะตามมาด้วยฝนฟ้าคะนอง ถึงได้ออกปากเร่งให้น้องๆรีบๆทานอาหารเช้า
หลายๆคนก็คงสงสัยในความเปลี่ยนไปของคนทั้งสี่…..ใช่..
สี่คน
คิบอม
ทงเฮ
กยูฮยอน
รวมไปถึง .............. ซองมิน..............
..
เสียงจากพิธีกรสาวดังเพียงเบาๆออกมาจากจอโทรทัศน์ที่มีกยูฮยอนนั่งดูอยู่ หากแต่ไม่ได้ตั้งใจเก็บรายละเอียดจากมันมากเท่าไหร่นัก เขาก็แค่ไม่อยากอยู่เงียบๆให้ฟุ้งซ่าน ไม่อยากคิดอะไรให้ปวดหัว จนกระทั่งมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นภายในห้องที่ขยับใกล้ตัวเข้ามาเรื่อยๆ มือยาวๆคว้าเอารีโมตที่นอนตายอยู่นานสองนานขึ้นมาและกดปิดทันที ก่อนจะลุกหนีไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
ทิ้งให้ทงเฮยืนคว้างอยู่ข้างๆโซฟาตัวยาว เพื่อมองแผ่นหลังของกยูฮยอนที่หายลับไปในห้องนอน
ร่างบางหายใจออกเบาๆ คล้ายถอนหายใจทิ้งหากแต่ไม่ใช่ ตัวทงเฮมันหนักเกินไป..จนบางทีก็รู้สึกอึดอัด เขาหันหลังกลับมาแต่ก็ต้องตกใจเมื่อปะทะเข้ากับอกแกร่งของคนตัวสูง
“วันนี้มีถ่ายละครถึงค่ำแน่ะ”
คิบอมบอกเสียงนุ่มพลางเกลี่ยปอยเส้นผมบางๆที่ตกระหน้าขาวใสของคนรักออก แต่ใครจะรู้เล่าว่า ดวงตาสีนิลที่คิบอมใช้จ้องมองทงเฮอย่างทะนุถนอมนั้นแอบแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดอยู่ลึกๆ
เหมือนเนื้ออกข้างซ้ายถูกแล่ออกเป็นชิ้น ทงเฮไม่รู้จะตอบรับสัมผัสนั้นไปยังงัย จึงได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าสบตา
“อยู่กับพี่ๆเค้า ไม่เหงาใช่มั๊ยครับ?”
“อะ..อื้มม์”
“ไปนะครับ แล้วเจอกันนะ” คิบอมแนบริมฝีปากอุ่นกับหน้าผากเนียน โดยที่ฝ่ามือหนาก็ตระกองไว้ที่กลุ่มผมนุ่มสลวย
คิบอมผละออกพร้อมๆกับที่หัวใจของร่างบางก็ร่วงหล่นกระทบกับพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ทงเฮไม่อาจเข้าใจกับความรู้สึกผิดที่อัดแน่นเต็มอกอย่างที่เป็นอยู่ และก็ไม่อยากที่จะหาคำตอบให้กับมันด้วย
“ให้เวลาฉันหน่อยนะ คิบอม”
ร่างสูงชะงักฝีเท้า ไม่ได้หันกลับมาสบตาคนพูด แต่แค่ได้ยิน คิบอมก็รู้สึกดีใจอย่างประหลาด ผิดกับทงเฮที่พูดมันออกไปแล้ว กลับต้องเสียใจ..อย่างประหลาด
จวบจนร่างสูงของคิบอมที่หายออกไปจากห้อง เป็นทงเฮที่ทรุดลงนั่งกับพื้นร้องห่มร้องไห้ เขากำลังรู้สึกสับสน ระคนไปกับความรู้สึกเกลียดตัวเอง
.
.
ภาพทุกภาพ อยู่ในสายตาของลีซองมินทั้งหมด...
..
“กยูฮยอน ไหวรึเปล่า?” ร่างอวบเจ้าของฉายาฟักทองน้อยของวงเดินเข้ามาถามไถ่อาการของน้องสิบสามที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่กยูฮยอนก็ยังยิ้มและพยักหน้ารับ กลัวว่าตัวเองจะเป็นตัวถ่วงของทีม
กยูฮยอนทำให้คนอื่นสบายใจ แต่ไม่ใช่เขากับทงเฮ
ตลอดการซ้อม ทงเฮพยายามเอาใจทั้งหมดทุ่มไปกับการเต้นและทำงานร่วมกับทีม การเป็นมืออาชีพก็คือการที่รู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานให้อยู่คนละส่วน และสำหรับทงเฮแล้ว..เขาก็อยากที่จะก้าวไปเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่มือสมัครเล่นอย่างแน่นอน
ทว่าเหตุผล บางที..มันก็อาจจะมีอิทธิพลน้อยไปกว่าหัวใจ
“ทงเฮ!!!”
ภาพทุกภาพมืดดับไป รวมทั้งประสาทสัมผัสทุกส่วนก็หยุดทำงาน
.
.
.
เมื่อปรับสายตาจนชินกับความสว่างจ้าได้แล้ว สิ่งแรกที่ทงเฮเห็นก็คือใบหน้านับสิบที่จ้องมองเขาอย่างเป็นห่วง และหลังจากที่รอยยิ้มดีใจผุดตามมาจนครบดวงหน้าสลอนแล้ว ทงเฮจึงพยุงตัวเองขึ้นโดยมีฮยอกแจช่วยประคอง
แต่แล้ว ช่วงท้องของทงเฮก็ต้องวูบโหวงเมื่อกวาดสายตาจนนับได้ว่า ที่รุมล้อมตัวเขานั้นมี 9 คน ถ้าไม่นับคิบอมและตัวเขาเองแล้ว ก็คงจะมีแต่กยูฮยอนละมั้งที่หายไป ร่างบางยืดคอเพื่อมองออกไปยังวงนอกของกำแพงมนุษย์ที่ล้อมรอบอยู่เผื่อว่าจะเจอกับใบหน้าคมนั้น
หากแต่ไม่เจอ..
“ไม่ดูแลตัวเองเอาซะเลย เจ้าบ๊อง”
“เจ็บนะ ฮยอกแจ~” ทงเฮก็แค่ไม่อยากให้ใครมาเป็นห่วงเค้าก็เท่านั้น เขาสบายดี..เจ้าตัวเล็กของทุกคนยกมือลูบหัวปูดๆของตัวเองป้อยๆ
“ไม่เป็นไรแล้วใช่มั๊ย?” ลีทึกยังคงทำหน้าที่ลีดเดอร์ได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง
“อื้ม...ผมก็แค่ มึนๆนิดหน่อย ได้พักแล้วก็ดีขึ้น ไปซ้อมต่อได้สบายบรื๋อ!”
“อวดเก่งไม่เลิกเลยนะนาย..นายน่ะ นอนพักต่อละกัน ส่วนพวกเราซ้อมเองได้ ขาดแค่ปลาจอมซนไปตัวเดียว ไม่ถึงกับต้องยุบวงหรอกน่า” ฮยอกแจยังไม่เลิกเอามือมาวุ่นๆอยู่กับหัวฟูๆของเขา จนทงเฮทำแก้มป่อง
“เห็นว่าฉันไม่สำคัญใช่มั๊ย?”
“ใครบอก พวกเราเป็นห่วงนายมากนะ ทงเฮ” เรียววุกที่เป็นหนึ่งในกำแพงมนุษย์ขัดขึ้น หลังจากที่ดูละครเพื่อนรักอยู่นานเลยทีเดียว
“มีเรื่องอะไรก็อย่าเก็บไว้คนเดียว รู้มั๊ย?” ทงเฮเพิ่งรู้วันนี้เอง ว่าพี่ฮันเกิงเป็นคนอบอุ่นแค่ไหน รอยยิ้มที่ส่งมา ทงเฮไม่แปลกใจเลยซักนิด ว่าทำไมพี่ฮีชอลถึงได้หลงรักพี่ชายคนจีนคนนี้ได้ถึงขนาดนั้น
“พักผ่อนได้แล้ว ไอ้ตัวแสบ” เป็นคังอินที่ไม่รู้ว่าเป็นห่วงกันจริง หรือจะฆ่ากันให้ตายคาเตียงกันแน่ ถึงได้ตบหัวมาซะแรงให้มือขาวๆต้องยกลูบหัวตัวเองอีกครั้ง
ไม่นานพี่ๆเพื่อนๆแต่ก็ละคนก็แสดงความเป็นห่วงให้กับเขาจนครบ และก็ไม่นานเหมือนกันที่ห้องพยาบาลของบริษัทจะเหลือเพียงแค่เขากับฮยอกแจ
“ทำตาแป๋วอยู่ได้ นอนได้แล้ว”
“เอ๊ะ ไอ้ทงเฮ ไปทำตาแบบนี้ใส่คิบอมมันไป๊..”
ดวงตากลมโตที่เจ้าตัวพยายามเบิ่งมันให้ดูบ๊องแบ๊วอยู่นานสองนานสลดลงทันตา จนฮยอกแจเองถึงกับใจหาย พัลวัลมาโอ๋ใหญ่ กลัวทงเฮจะร้องไห้ ก็ขี้น้อยใจซะขนาดนั้น
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร ทำเหมือนฉันเป็นเด็ก..” ท้ายเสียงขาดหายไปในลำคอ ยิ่งทำให้ฮยอกแจคลางแคลงใจมากขึ้นไปอีก
“ทงเฮ แกมีอะไรปิดบังฉันอยู่รึเปล่าวะ?”
“หึ..”
“ทงเฮ~”
“ไปซ้อมได้แล้ว เดี๋ยวก็โดนพี่ลีทึกทำโทษให้ล้างห้องน้ำกะซีวอนเอาหรอก”
“อย่ามานอกเรื่องน่า..”
“ไม่มีอะไรจริงๆ ไม่เชื่อเหรอ?”
“อือ” ฮยอกแจจ้องตากันตรงๆ จะจับผิดเอาให้ได้ “ช่วงนี้นายดูซึมๆ”
“นอนน้อย” และเมื่อคำตอบที่ได้ยังเป็นการปัดไปเรื่องอื่น ฮยอกแจก็ไม่ได้เค้นเอาอะไรอีก รู้ว่าเค้นไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงได้แต่ลุกขึ้นลูบหัวเพื่อนรักเบาๆ
“นอนเอาแรงซะ เย็นนี้พี่ๆเค้ามีเลี้ยง..พรุ่งนี้วันหยุด” พูดพร้อมกับรอยยิ้มและหันหลังกลับเดินออกไป
ทงเฮมองตามจนได้ยินเสียงประตูปิดกระทบกับวงกบเสียงเบา แล้วจึงเอนตัวลงนอน..ข่มตาให้หลับ ให้เวลาเหล่านั้นหายไปกับความฝัน ..ที่ไม่ใช่ความจริง
..
‘โร กู กอ! โร กู กอ! โร กู กอ! มัล เร มัล! โร กู กอ! โร กู กอ! โร กู กอ! มัล เร มัล!!~’
คาราโอเกะคือแหล่งรวมตัวกันกินเลี้ยง แหกปาก แล้วก็เต้นท่าพิสดารของพวกเค้า..ซูเปอร์จูเนียร์
ทงเฮนั่งหัวเราะอยู่บนโซฟาไปกับภาพความหฤหรรส์ของพี่ๆ ‘ซูเปอร์จูเนียร์ ที’ หัวเราะลั่นจนท้องขดท้องแข็ง กระทั่งเพลงจบแล้วลีฮยอกแจทิ้งตัวลงนั่งหอบข้างๆนั่นแหละ ทงเฮก็เลยได้กลับมาเป็นผู้เป็นคน
“ไม่ไปร้องมั่งล่ะ ไปๆ มานั่งหัวเราะคนอื่นอยู่อย่างนี้ สนุกที่ไหนกันเล่า!” คังอินผลุนผลันเข้ามา อยู่ๆก็คว้าตัวทงเฮไปทันที ทั้งที่หน้ายังตื่นๆอยู่นั่นแหละ
แต่แค่ไม่นาน เวทีข้างหน้าก็เป็นของลีทงเฮ เมื่อเขาร้องเพลงลั่นจนลืมโลก..
แต่คงไม่มีใครรู้ว่า ภายนอกที่แสดงออกมา ทงเฮแสร้งทำ..เพื่อปิดบังบางอย่างในใจ
“ฮะๆ สนุกจริงๆด้วยแฮะ” ร่างบางลงน้ำหนักเต็มที่จนเบาะหนังยวบ ฮยอกแจ คังอิน แล้วก็ที่เหลืออีกหลายคนยังอออยู่ที่ฟลอร์ด้านหน้า จะมีก็แต่เยซองกับเรียววุกที่นั่งสวีทกันอยู่ตรงมุมห้อง แล้วก็ฮันเกิงที่นั่งจิบเหล้าในมือไปพลาง หัวเราะฮีชอลไปพลาง และกับอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
กยูฮยอน..
กว่าที่ทงเฮจะเค้นคำพูดที่แสนยากลำบากออกไปได้ ร่างสูงก็กระดกเหล้าในมือไปหลายแก้ว
“ดื่มมากแล้วน่า!”
ทงเฮคว้าข้อมือชายหนุ่ม แต่ที่ได้รับคือดวงตาคู่นั้นที่หยาดเยิ้มเพราะน้ำเมา ช้อนขึ้นสบกัน กยูฮยอนยอมวางแก้วลง หลังจากนั้นก็ก้มหน้าหลบสายตาตามเดิม
เขาไม่อยากให้ทงเฮเห็นแววตาอันรวดร้าว..ไม่อยากให้ทงเฮต้องรู้สึกผิด
ทงเฮอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ส่องกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้างของกยูฮยอน แม้ไม่ได้สว่างมาก แต่ก็สะท้อนบางอย่างออกมาจากเรียวตาเศร้าที่เจ้าตัวพยายามหลบเลี่ยง แต่ทงเฮก็ยังอยากจะถามไถ่ อยากจะพูดคุยเหมือนเก่า
“ดื่มมากๆ ความจำมันเสื่อมได้ก็จริง แต่ร่างกายนายนั่นแหละจะแย่เอา..หาอะไรทำสนุกๆดีกว่า ถ้าอยากจะลืมบางอย่างน่ะ”
“พี่รู้เหรอ?...ว่าผมอยากลืมอะไร” พูดทั้งไม่มองหน้า แต่มันก็ทำให้ทงเฮชื้นใจอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยกยูฮยอนก็พูดออกมาบ้าง ไม่ได้เก็บงำคนเดียวอย่างที่ทำมาทั้งวัน แต่กับประโยคที่ดังออกมามันกลับทำให้เขาเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่หัวใจ แม้จะเป็นเหมือนแค่เข็มเพียงเล่มเดียว แต่มันก็ทำให้เกิดบาดแผลเหวอะหวะได้ไม่ใช่หรือ?
“จะรู้ได้งัย ฉันไม่มีโปรแกรมสปายแวร์ฝังไว้ที่หัวนะ จะได้ทะลุทะลวงสมองนายได้” ..แต่ถ้าฉันแฮคก์ความคิดของนายได้ ฉันก็อยากจะทำ...
นายกำลังทำให้ฉันรู้สึกผิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน..รู้ตัวบ้างมั๊ย?
“หัวนายมันแข็งอย่างกับอะไรดี...” ทงเฮเอื้อมมือไปคว้าเอาเฟรนด์ฟรายมาแทะ ไม่วายค่อนแคะใส่คนข้างๆทั้งที่ยังก้มหน้าก้มหน้ามองโต๊ะกระจก
โซฟาพองตัวขึ้นเล็กน้อย ทงเฮหันไปก็พบว่ากยูฮยอนลุกออกไป และเขาก็กำลังตรงไปยังกลุ่มพี่ๆตรงหน้าห้องซะด้วย ร่างบางมองตามทั้งยังไม่เข้าใจว่าคนตัวสูงกำลังจะทำอะไร
เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานที่กำลังบรรเลงดับลงกลางคัน เกือบสิบชีวิตที่กำลังเต้นอย่างเมามันส์ค้างในอารมณ์กันเป็นแถบ สังเกตได้จากหน้าบิดเบี้ยวและเสียงตะโกนโหวกเหวกหาคนมือบอนที่กดปิดเพลงไปกลางคัน
“ไอ้กยูฮยอน เป็นบ้าอะไรของนายวะ ฮะ!?” คังอินส่งตาหวานฉ่ำแต่ฉุนกึกมาให้กับน้องเล็กที่มีสีหน้าไร้อารมณ์ แต่ร่างสูงไม่ได้สะทกสะท้าน กลับก้าวเท้าเดินตรงดิ่งไปคว้าเอาไมค์มาถือสิทธิ์เป็นตัว
ทงเฮมองตามทุกการกระทำของกยูฮยอนอย่างไม่เข้าใจ
..เขากำลังจะทำอะไร...
“ผมก็แค่อยากร้องเพลงบ้าง..ไม่ได้รึงัย?” กยูฮยอนเหล่ตาถามคังอิน ก่อนจะตวัดสายตากลับมาที่ร่างบางที่จ้องมองเขาอยู่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ก็ให้น้องมันร้องหน่อยไม่ได้รึงัยเล่า! อย่าทำหวงหน่อยเลย แกจะร้องคนเดียวให้พุงพลุ้ยของแกมันแฟ่บไปเลยรึงัย ห้ะ!?” ฮีชอลผู้ที่จะทำอะไรก็ถูกไปเสียหมด เป็นคนลากคังอินออกไป พร้อมกับขยิบตาให้น้องชาย ไม่นาน พื้นที่ว่างตรงหน้าห้องก็ตกเป็นของโจวกยูฮยอน
ทุกสายตาจ้องมองมาที่ร่างสูงเป็นจุดเดียวกัน รวมไปถึงทงเฮก็ด้วย อาจจะแตกต่างกันก็ตรงที่..ทุกใบหน้านั้นมีรอยยิ้ม แต่ใบหน้าเรียวสวยของทงเฮ มีเพียงความวิตก
ร่างสูงส่งสายตา ให้ล่องลอยไปหาคนตัวเล็กที่นั่งค้างอยู่บนโซฟา เพียงชั่วอึดใจ เสียงดนตรีในทำนองที่คุ้นเคยก็ดังตามมา โดยมีเสียงปรบมือจากรุ่นพี่ดังเป็นเพื่อน
미워하고 싶은데,
다른 사람 곁에서 행복한 너를 보는것도 지쳐버렸어 이젠
อยากจะเกลียด,
เพราะฉันเหนื่อย กับการที่ต้องเห็นเธอมีความสุขอยู่ข้างๆคนอื่น
아무것도 모른채 널 보내야 했던 날
너무도 오랜 일이라서 느낌조차 없지만
วันที่ฉันส่งเธอกลับไป ฉันไม่อาจรู้เหตุผล ว่ามันเป็นเพราะอะไร
ฉันควรจะทำตัวให้ชินชากับความรู้สึกนั้น แต่ถึงตอนนี้ ฉันก็ยังทำไม่ได้
너를 지우려 애써도 봤어
하지만 있을 수 없는 일인걸 제발 내 곁에 있어줘
ฉันพยายามที่จะลืมเธอ
แต่มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้..........ได้โปรดอยู่เคียงข้างฉัน
달라진 것은 없어 혼자인걸
또 다른 사랑이 올 거라고 나 믿어봤지만 이젠
숨쉬는 것 마저 힘이들고
ไม่มีสิ่งไหนเปลี่ยนไป มีแต่ความโดดเดี่ยว
ฉันเคยเชื่อ ว่าความรักครั้งใหม่จะเข้ามา แต่....
แม้แต่หายใจก็ยังเหนื่อย
이렇게 커져만 가잖아 너를 향한 내 그리움이 조금씩
지워지지 않은 채 남아 있어
ความรู้สึกนั้นมันกลับเพิ่มมากขึ้นทุกที...
ความรู้สึก..ที่หัวใจของฉันมันเรียกร้องแต่เธอ
มันอยากกลับไปหาเธอ......
โดยปราศจากการลืมเลือน
หยดน้ำอุ่นที่กลิ้งตามแนวแก้มใสบอกให้ทงเฮรู้ว่าเขากำลังร้องไห้ ร่างบางรีบยกมือขึ้นปาดมันทิ้ง เสียงดนตรีเงียบหายไป และกยูฮยอนเองก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“เอ้า! จบแล้ว ตบมือให้น้องมันหน่อยสิวะ” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มันเริ่มแปลกไป เยซองก็รีบรื้อค้นเอาความรื่นเริงออกมาจากทุกคนในทันที เขาเริ่มตบมือก่อนใครเพื่อนและไม่นาน ฮยอกแจ ฮีชอล คังอินก็ทำตาม บรรยากาศเริ่มจะดีขึ้นถ้าหากว่ากยูฮยอนจะไม่ปล่อยไมค์และวิ่งหนีออกไปจากห้องโดยไร้คำพูดใดๆ!!
“เฮ้ย!!”
“ทงเฮ!!” ข้อมือเล็กโดนรั้งไว้จากฮยอกแจ ร่างบางหันหน้ากลับมา และคิดว่าเพื่อนสนิทคนนี้น่าจะช่วยเขาได้
“ฮยอกแจ...ช่วยฉันด้วยนะ” ว่าแล้วก็ใช้ทีเผลอขณะที่ฮยอกแจยังคงงุนงงกับประโยคที่ได้รับ สะบัดข้อมือจนหลุดและวิ่งตามกยูฮยอนออกไปท่ามกลางความคลางแคลงใจที่เคลือบแฝงทุกอณูใบหน้าของคนที่เหลือ
ฮยอกแจนึกถึงคำสั่งเสีย(?)ที่ทงเฮทิ้งให้ไว้เมื่อครู่ ก็ลุกขึ้นยิ้มแหยๆ
...น่าจะใช่นะ ที่ทงเฮบอกให้ช่วยน่ะ...
“ผมว่า เรามาสนุกกันต่อดีกว่านะ ทงเฮกะกยูมันทะเลาะกินนิดหน่อย ไปคุยกันแป๊บนึงก็คงจะดีขึ้น....แหะ....” ปั้นเรื่องไป แล้วก็ตะแล็ดแต๊ดรี่ไปเปิดคาราโอเกะ ประเดิมร้องเพลงก่อนใครเพื่อน โดยมีลูกคู่อย่างเยซองเป็นตัวช่วยมือหนึ่ง
..
“กยูฮยอน! เดี๋ยว!”
“กยูฮยอน~”
ร่างสูงชะงักการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ได้รับสัมผัสเย็นๆที่ข้อมือ กยูฮยอนไม่ได้หันหลังกลับไป เป็นทงเฮเองที่เดินไปดักด้านหน้า พยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อมองใบหน้าหล่อคมของรุ่นน้อง ทว่าอีกคนกลับก้มเพื่อหลบสายตา
“เป็นอะไร?” คำถามแรกที่ส่งออกไป ไม่รู้ว่าอยากได้คำตอบเป็นแบบไหน แต่ที่รู้ๆคือทงเฮอยากรู้ ว่ากยูฮยอนเป็นอะไรอย่างที่ถามไปจริงๆ คนที่ต้องมานั่งเงียบแบกรับความทุกข์ทั้งหมดทั้งปวงเอาไว้ ไม่ใช่กยูฮยอนแต่เป็นเขาเองต่างหาก
ลีทงเฮ คนที่ไม่เคยมีความแน่นอนกับหัวใจตัวเองคนนี้ต่างหาก!!
“นายทำแบบนี้ทำไม?”
“ผมบอกพี่แล้ว...ว่าผมไม่ต้องการอะไรจากพี่....ผมจะไม่เรียกร้อง” กยูฮยอนยอมปริปาก ดวงตาแดงก่ำที่สั่นริกๆกำลังจ้องกลับมายังตาคู่สวยของทงเฮ เขาเว้นวรรคเพียงครู่ เพื่อเค้นเอาประโยคต่อไปออกมา
“พี่บอกว่าพี่รักคิบอม...ที่ผมทำแบบนี้ เพราะผมไม่อยากทำร้ายคิบอม! ผมทำแบบนี้ มันไม่ถูกหรือครับ?”
ธารน้ำตาที่มันเหือดแห้งไปเมื่อ 2 นาที กลับพรั่งพรูออกมาแอบแก้มช้ำ ให้คราบน้ำตาแห้งกรังกลับมาซับความชื้นจนอ่อนยวบอีกครั้ง แต่คราวนี้ทงเฮไม่คิดจะปาดปัดมันออกจากแก้ม ปล่อยให้มันไหลอาบแสดงความอ่อนแอต่อหน้ากยูฮยอนอย่างโจ่งแจ้ง
“แต่นายกำลังทำร้ายตัวเอง”
“ผมยอมเจ็บ แต่ผมจะไม่มีวันให้พี่เจ็บ”
“กยูฮยอน แต่ฉันเจ็บ!! รู้มั๊ยว่าฉันเจ็บ!!”
“.............”
“ทั้งที่ฉัน......ฮึก....พยายามจะลืมเค้า........ฉันกำลังจะลืมเค้า......”
“แต่นายกลับผลักไสไล่ส่งฉันมาหาเค้า!!”
“นายคิดว่าฉันคงมีความสุข นายคงไม่อยากให้ฉันต้องรู้สึกผิด ถึงหลบหน้ากันแบบนี้”
“กลับกัน ฉันยิ่งผิด ผิดทั้งกับตัวเอง ทั้งกับคิบอม แล้วก็นาย.....”
“ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกของฉันมันเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนไหน รู้แค่ว่าวันที่ฉันเจอคิบอม ความรู้สึกฉันมันไม่เหมือนเดิม”
“ใช่....ฉันมันอาจจะดูเป็นคนเลว.....”
คำพูดที่เป็นเหมือนกับกระจาดความรู้สึก ถูกเทเกลี้ยงภายในพริบตา ทงเฮพูดมันออกไปอย่างมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และเขาก็คิดว่ามันคงเป็นหนทางเดียว ที่ความรู้สึกผิดที่คับแน่นเต็มอกนั้นจะถูกปลดปล่อยออกไปบ้าง อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะตาบาปที่ฝังลึกราวแผลเป็นนั้นมันคอยตอกย้ำ
ว่าลีทงเฮทรยศต่อคิมคิบอม!!
แต่ตามตำราเค้าว่าไว้ไม่ใช่หรือ ว่าชายโฉด ต้องคู่กับหญิงชั่ว....
너를 지우려 애써도 봤어
하지만 있을 수 없는 일인걸 제발 내 곁에 있어줘
ฉันพยายามที่จะลืมเธอ
แต่มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้..........ได้โปรดอยู่เคียงข้างฉัน
กยูฮยอนรวบใบหน้ารูปไข่ที่อาบคราบน้ำตา เอียงหน้าหลบปลายจมูกรั้น เพียงวูบเดียวที่จิตใต้สำนึกร้องเตือนว่า ‘อย่าทำ’ แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่กิเลศเหนือจิตใจมันทำลายกำแพงความดีนั้นจนแตกยับ กยูฮยอนไม่ได้ขาดสติ เขารู้ตัวเองว่ากำลังจะทำอะไร
และเขาก็จะรับผิดชอบความผิดครั้งนี้ ด้วยหัวใจของเค้าเอง
ริมฝีปากร้อนแนบจูบหนักหน่วงให้กับริมฝีปากเล็กที่สั่นเทาจนเก็บกลืนเอาคำพูดทั้งหมดทั้งมวลให้เลือนหายไป กยูฮยอนเลื่อนมือที่ประคองสันกรามมาโอบเอวบางและดันชิดติดกำแพง ร่างสูงตามไปเบียดชิดราวกับจะแทรกกายผ่านเรือนร่างแบบบางนี้ให้จงได้
ทงเฮไม่ได้ขัดขืน กลับตอบรับจุมพิตรุ่มร้อนนั่นกลับไป ท่อนแขนเล็กคล้องคอร่างสูงและรั้งเข้าหาตัว ..กลัวเหลือเกิน.. กลัวว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ริมฝีปากบางเผยอออกอย่างเชื้อเชิญ กยูฮยอนจึงไม่รีรอที่จะส่งลิ้นชื้นเข้าไปลองลิ้มชิมรสน้ำหวานรสเยี่ยมที่เฝ้าฝันมานานแสนนาน
ปลายลิ้นทั้งสองแตะกันอย่างโหยหา คลอไปกับจังหวะการลากไล้ฝ่ามือร้อนกับผิวเนื้อเนียนภายใต้อาภรณ์สีอ่อน ไล่ตามแนวกระดูกตั้งแต่กลางแผ่นหลังจนถึงท้ายทอย พาให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำไปตลอดการเคลื่อนไหว จุมพิตเนิ่นนานแต่ร้อนแรงดำเนินต่อเนื่องไม่รู้จุดจบ จะมีก็แต่การถอนจูบเพื่อประกบใหม่ให้ดูดดื่มมากกว่าเดิมกระมัง ที่จะเป็นช่วงพักหายใจ
.
.
.
ซองมินแทบจะยืนไม่ไหวกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้า น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้สาเหตุ
คำถามมากล้นพรั่งพรูอยู่เต็มหัว ซองมินไม่รู้ว่าควรให้คำตอบกับมันอย่างไร
ทั้งที่มันควรดีใจไม่ใช่หรือ?
มันเป็นการเปิดทางเดินหัวใจให้กับซองมินไม่ใช่หรือ?
แล้วทำไม...เขาถึงได้รู้สึกเจ็บแบบนี้ล่ะ?
To be continue >>
![[ หน้าบ้าน]](http://img224.imageshack.us/img224/993/mylink06mp6.jpg)
![[ + ห้องนั่งเล่นของกาเท่เร่ ]](http://img224.imageshack.us/img224/2691/mylink01uv4.jpg)
![[ + ไฮไฟของน้าม ]](http://img224.imageshack.us/img224/2468/mylink03xn7.jpg)
![[ + บล็อกฟิคคยูเฮ]](http://img146.imageshack.us/img146/9824/mylink12lj2.jpg)
![[ ไอดีของกาเท่เร่]](http://img224.imageshack.us/img224/6712/mylink07ah1.jpg)
![[ + บล็อกอิลิ้งค์ ]](http://img224.imageshack.us/img224/1165/mylink02kv7.jpg)
![[ + ไฮโกะของหนิง ]](http://img337.imageshack.us/img337/6716/mylink04op5.jpg)
![[ + ไฮไฟของอีฟ ]](http://img224.imageshack.us/img224/2826/mylink05ja0.jpg)
![[ + คนรักฟิคชั่น ]](http://img525.imageshack.us/img525/1350/mylink08aj9.jpg)
![[ + ดินแดนใต้ดิน]](http://img224.imageshack.us/img224/7627/mylink09hd6.jpg)
![[ + Space]](http://img80.imageshack.us/img80/2805/mylink10bu3.jpg)
![[ + 4 Donghae ]](http://img221.imageshack.us/img221/5053/mylink11wf4.jpg)
เพราะฟิคเรื่องนี้นี่แหละ จะทำให้เค้านอนไม่หลับ T^T
กะว่าจะไปนอนแล้วนะ แต่ดันมาเจอเข้า งี๊ดๆ เครียดไปในบัดดล
ว่าแล้ว ว่าแล้ว
ว่าด๊องมันต้องไม่เหมือนเดิม.....
สงสารทุกคน สงสารไปหมด ไม่ชอบเรื่องอะไรที่มันบีบๆเลยให้ตายเหอะ อ่านแล้วสงสารคนโน่น คนนี้ทุกทีเลย
ซึงเฮก็น่าสงสาร ~
สงสารคิบอมด้วย ฮึกก แค่ดูการกระทำก็รู้แล้วว่าดีองไม่เหมือนเดิม
อ่านแล้วใจมันหวิวๆ ล่วงๆ โอ้ยย เครียดอะเกน = =
น้องโจก็น่าสงสาร เป็นหวัดกลับบ้านมืดค่ำ เมา หลงรักคนมีเจ้าของ ทรมาน เครียดอีกรอบ
ด๊องก็น่าสงสาร หาทางออกให้กับหัวใจตัวเองไม่ได้ สับสน ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีคนเจ็บเหมือนกัน เอ้า เครียดอีกรอบของอีกรอบ
มินนี่ เอาอีกสิเนี่ย มินเอ๊ยยย ต้องมานั่งสงสารมินอีกใช่มั้ย TAT
เฮ้ย คือว่าเค้าเครียดของแท้จริงๆเหอะ นอนไม่หลับ - -
ด๊อง....เค้าล่ะ...ด๊อง โฮกกกก
โอ้ยยยยยยย โวยวายยยยยยยยย
แต่ยังไงด๊องก้หาคำตอบให้กับตัวเองได้แล้วใช่มั้ย
ว่าคนๆนั้นคือน้องโจ
แต่มินนี่ก็ยังผ่านแว๊บเข้ามาเห็นเหตุการณ์อีก -*-
ฮึกก เครียดแบบอินฟินีตี้ เครียดดดดด
สรุปคืนนี้นอนไม่หลับของแท้
รักษาสุขภาพนะน้าม
เค้านอนไม่หลับเพราะฟิคเรื่องนี้จริงๆให้ตายเหอะ = =
#1 By NAMXXX on 2008-01-20 23:16