[FIC] Waltz In A Major :P.2:

posted on 09 Jan 2008 21:23 by katere  in Fic-waltz-in-a-major

 

:: คำเตือน มันยาว!! ::

:: 02.00 MHz ::




ดูเหมือนว่า นิ้วก้อยของคนอย่างลีทงเฮก็น่าเชื่อถือได้เหมือนกันนะ!!


เพราะวันนี้ทงเฮไปขโมยนาฬิกาปลุกของพี่ดงฮวานมาอีกอัน แล้วก็ลงทุนไปศึกษาวิชาวิศวกรรมเพื่อเอามาประดิษฐ์นาฬิกาปลุกจากฉาบ 2 อัน ที่เวลาทงเฮเอื้อมมือไปกดปุ่มปิดเสียงแล้วมันจะไปกระตุกสายที่ห้อยฉาบอันใหญ่นั้นให้ร่วงลงมากระทบกันเสียงดัง



|||ฉาบ!!!!|||

อาจจะต้องแลกกับขวัญที่มันหนีดีฝ่อ แต่มันก็ดีไม่ใช่เหรอ? ที่การเริ่มต้นของทงเฮเป็นไปด้วยดี




..





คยูฮยอนแปลกใจนิดหน่อยที่ประตูห้องถูกเปิดไว้ก่อนแล้ว กุญแจสำรองที่พกมาก็เลยไร้ความหมาย ชายหนุ่มคลายหัวคิ้วออก ก่อนที่มันจะวิ่งชนกันดังโครม ยืดคอยาวๆเพื่อสำรวจข้างในผ่านกระจกใสแต่ก็มองอะไรไม่เห็น เลยผลักประตูเข้าไป

คยูฮยอนก็อยากจะยิ้มภาคภูมิใจในการรักษาคำมั่นสัญญาที่เป็นเลิศของลีทงเฮอยู่หรอกนะ แต่มันทำไม่ลง เพราะไอ้การมาเช้าของลีทงเฮ ก็คือการมานอนต่อที่ห้องจัดรายการน่ะสิ!

แขนเล็กๆกำลังทำหน้าที่เป็นหมอนพกประจำตัว พอคยูฮยอนขยับเข้าไปใกล้ หัวทุยๆนั่นก็พลิกกลับมาแล้วทำปากแจ่บๆ

ร่างสูงก็นึกอยากจะทุบหัวนั่นให้แบนคามือนะ ถ้าไม่ติดตรงที่ว่า กลัวไอ้ตัวเล็กนี่จะเจ็บ



|||ปึง!!!|||

เขาตัดสินใจทุบโต๊ะแทน แต่นั่นรู้มั๊ย? ว่ามันก็เป็นการฆ่าทงเฮทางอ้อมได้เหมือนกัน

ก็เห็นอยู่ว่าคนนอนตะแคงเอาหูแนบโต๊ะ แล้วยังจะทุบลงมาได้!!!

ขี้หูไม่สะเทือน แก้วหูก็แตกลายงานั่นแหละ...


“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!”
“ไอ้บ้า!! ทุบโต๊ะทำไม!!!”


มือขาวๆยกขึ้นแนบกับหูข้างที่เพิ่งจะเอาไปแนบกับโต๊ะ บิดหน้าเหยเกเพราะอาการระบมที่เริ่มลุกลามจากปลายหูเข้าสู่แกนสมอง

“สมควร......แล้วไอ้มาแต่เช้าแล้วมานอนต่อเนี่ย ไม่มาเลยยังจะดีกว่า”

“ตกลงจะเอายังงัยห้ะ!!! ก็มาให้แล้วนี่งัยล่ะโว้ย!!”

“แล้วไม่เห็นทำอะไรล่ะ?”

“ก็.......” ทงเฮไปต่อไม่ได้ ก็มันจริงนี่นา..ที่พอเค้าเข้ามาปุ๊บ นั่งปั๊บ ก็หลับปึ๊บ! แต่อย่างลีทงเฮน่ะเหรอ? จะยอมให้ต้อนจนจนมุมหน่ะ ทงเฮมันพวกสู้แบบหมาจนตรอก รู้ไว้ซะด้วย!

“ก็ฉันไม่รู้นี่ ว่าสวิตช์มันอยู่ตรงไหน แล้วไอ้เครื่องประหลาดนี่มันใช้ยังงัย แต่ฉันก็พยายามแล้วนะ...ฉันพูดจริงๆนะ!!”

“ถ้าไอ้แผงไฟนี่มันเป็นงู ป่านนี้นายคงโดนฉกตายไปแล้วล่ะ” คยูฮยอนว่าเข้าให้แล้วก็ยื่นมือไปเตาะคัทเอาท์ที่มันแปะทนโท่อยู่กับเสากลางห้อง

“มันมีตั้งหลายอันนี่ แล้วทำไมนายไม่เปิดอันนี้ล่ะ?” ทงเฮทำรู้ดีไปยกคัทเอาท์ขึ้นอีกอัน

“มันเป็นอินดอร์ เปิดสิ อาจารย์จะได้มาแพ่นกบาลเอา”

“เหอะ....ใครจะไปรู้เล่า” คนตัวเล็กบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้งไปตามประสา ก่อนจะหาเรื่องอู้งานปล่อยให้คยูฮยอนจัดการพวกเครื่องเสียงต่อไปโดยที่ตัวเองนั่งกระดิกเท้าเล่นสบายเฉิบ


“........” ไม่มีเสียง และใบหน้าก่อกวนหันมาเพื่อประกอบการแบมือมาตรงหน้าทงเฮให้ทงเฮได้เข้าใจไปมากกว่าการยื่นมือมาให้ดูดวง
“เอามา......” คยูฮยอนพูดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันหมายความว่าอะไร

“เอาอะไร?”

“ไม่แก่นี่ขี้ลืมแล้วเหรอเนี่ย?”

“ก็พูดให้เข้าใจหน่อยเซ่ คนธรรมดานะไม่ใช่คนทรงจะได้รู้ไปทุกเรื่อง”

“ซีดีเพลงเปิดรายการ”

“เห?”

“มาเห มาเหอรัยเล่า เอามาดิ่ เสียเวลานะเนี่ย?” คนตัวสูงเปลี่ยนมาเท้าสะเอวทำหน้าจริงจังใส่ แต่พอเห็นว่าหน้าตาน่ารักๆที่สงสัยจะโดนลักเอาความฉลาดออกไปหมดยังทำท่างงงวยไม่รู้เรื่องก็ต้องเสริมรายละเอียดให้
“ที่ยื่นให้เมื่อวานนี้”

“อ๋อ!!!” ทงเฮกระโดดรับเอา ‘อ๋อ’ ที่ถูกเขวี้ยงมาให้ แต่ก็ต้องมีอัน ‘อ๋อเอ๋อ’ ต่อ เพราะยังระลึกชาติไม่ได้อยู่ดี

“ซีดีที่ยื่นให้ตอนเช้าเมื่อวานนี้ คงไม่ได้ลืมเอามาหรอกนะ”

“เฮ้ย!!! ไม่ลืมๆๆๆ จำได้แล้ว จำได้แล้ว ที่นายบอกว่าข้าวกล่อง!” ทงเฮกระวีกระวาดคว้าเอาเป้คู่ใจขึ้นมาวางบนตัก แล้วลงมือรื้อค้นเสียจนซิบแทบแตก

“เร็ว”

“ใจเย็นๆ เซ่....อยู่ไหนอ่ะ?”

“อย่าบอกนะว่าหาย”

“เฮ้ย! หา? ฮื่อ!!! ไม่หายๆ” แต่ใจมันก็แป้วว่าหายไปแล้วแหละ เพราะทงเฮยังไม่คุ้นเลยว่าตัวเองยัดซีดีที่ว่าลงกระเป๋าไปตอนไหน....คิ้วคู่สวยเริ่มแตะกันสะเปะสะปะอีกหน มือเล็กๆเริ่มควานหาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
“ไม่หายหรอก.....”

“แล้วอยู่ไหน?”

“สงสัยลืม.........”

“เฮ้ย!!!! แล้วจะเปิดรายการยังงัย?”

“ก็เปิดเพลงอื่นเซ่”

“ได้งัย”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?”

คยูฮยอนพ่นลมฟู่ๆออกจากจมูกจนทงเฮยังรับรู้ได้เลยว่า ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในห้องมันมากเกินไป เจ้าตัวเล็กเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ท้องน้อยปั่นป่วนผิดปกติ กลัวคำตอบของคยูฮยอนเหลือเกิน



“ก็มันเป็นเพลงของอาจารย์น่ะสิ อาจารย์ที่สั่งให้เราจัดรายการเนี่ยแหละ!!”


ให้ตายซี่....นี่ถ้ามีเรือไททานิกอยู่ในท้องของทงเฮ ทงเฮเชื่อว่า ตอนนี้แจ็กกะโรสคงกำลังจมน้ำตาย!!

“............ละ...แล้ว..ทำงัย?”

“ทำงัยล่ะ!?”

“เปิดเพลงอื่น..เปิดเพลงอื่นไปก่อน วันเดียวเอง อาจารย์คงไม่ตั้งใจฟังเท่าไหร่หรอก!!”

“แล้วมีเหรอ เพลงที่ว่าน่ะ..มันเป็นเพลงบรรเลงนะ”

“เอ่อ....ฉันก็พอจะพกเพลงอื่นมาบ้างอ่านะ อ่ะ....นี่ๆ แผ่นนี้เลย รับรองเพราะชัวร์!!”

ทงเฮก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้แผ่นซีดีสีเงินที่ส่งไปน่ะ ข้างในมันมีอะไร แต่เอาน่า...มันคงไม่เลวร้ายเกินไปหรอกนะ โชคดีต้องเข้าข้างทงเฮสิ


ทำดีมาเยอะ..อยู่นี่นา~


คยูฮยอนรับไป พินิจด้วยสายตาซักพัก ก่อนจะช้อนตาคมๆขึ้นมองทงเฮ “แน่ใจนะ ว่าแผ่นเพลงจริงไม่ได้หายไปไหน”

“อยู่..อยู่บ้าน!!” เคยได้ยินมาว่า คนโกหกชอบขึ้นเสียงสูงกลบเกลื่อน แต่ไม่คิดเลย ว่ามันจะเกิดกับตัวเอง วันนี้ ณจุดๆนี้!!

ลีทงเฮคลี่ยิ้มเข้าไป กว้างอีก..กว้างอีก......


โจคยูฮยอน ฉันจะบอกรัยให้นะ...นายเป็นบุคคลที่โชคดีที่สุดที่ได้รับรอยยิ้มแบบนี้ เพราะฉันไม่เคยยิ้มให้ใครเลย นอกจากจะยิ้มให้แม่ ตอนขอเงิน.........เท่านั้น..........



ทงเฮเริ่มคุ้นๆ ว่าเคยมีความรู้สึกแบบนี้ตอนลุ้นบอลโลก แต่นี่ลีทงเฮกำลัง.........มองตามมือคยูฮยอน มองแผ่นรองซีดีที่ถูกดึงเข้าไปในเครื่องเล่นเพลง มองตัวเลขดิจิตอลที่เด้งขึ้นมาว่า load มองตอนมันเปลี่ยนไปเป็น tract 1 แล้วก็คอยฟังว่ามันจะเป็นเพลงอะไร.................



ไม่ใช่อะไรหรอก...........




ทงเฮก็แค่กลัวว่ามันจะเป็น...........................






เพลงฮาร์ดคอร์........ก็เท่านั้น...~







..






“โดนดุแค่นี้ ทำหน้ายังกะจะโดนไล่ออกอย่างงั้นล่ะ” คยูฮยอนถือวิสาสะขยี้กลุ่มผมของทงเฮเสียเต็มแรง ตอนที่ทั้งคู่เดินออกมาจากห้องปกครอง ที่ถูกเรียกเข้าไปโทษฐานเปิดเพลงไม่เหมาะสมในโรงเรียน

คนตัวเล็กกว่าตวัดหน้าขึ้นมองตาเขียวปั๊ด

“ยิ้มได้แล้ว” ไม่พูดเปล่าๆ นิ้วยาวๆก็ยื่นมาบีบแก้มขาวๆของทงเฮจนช้ำด้วย

“โอ๊ยยยยยยย!! เจ็บนะ ดึงอยู่ได้” ทงเฮฟาดมือกลับมาแล้วก็ตวาดแหวด้วยน้ำโห “วันก่อนก็ดึงกระเป๋า บีบจมูก เมื่อกี๊ก็ขยี้หัว เจ็บเป็นนะเฟร้ย เห็นฉันเป็นอะไรเนี่ย?”



“ตุ๊กตาปลานีโม่!”


ตอบไปก็ยิ้มแป้นให้คนตัวเล็กที่โกรธจนตัวสั่น และโดยที่ไม่ทันตั้งตัวทงเฮก็กระโดดหมับ มาบีบทั้งจมูกแล้วก็ปิดปากไม่ให้คยูฮยอนหายใจ

“อื้อ!”

“ตายไปเลย ไอ้บ้าเอ๊ย!!” โชคดีของคยูฮยอนที่ทงเฮเป็นพวกใจบุญศุลทาน และเป็นเด็กดีของพ่อแม่ ฟังคำสั่งสอนไม่เคยตกหล่น ก็เลยตระหนักได้ว่าการรังแกสัตว์เป็นสิ่งไม่ดี ทงเฮปล่อยมือออกแล้วหันหน้าหนีมาทำหน้าเครียดต่อ ปล่อยให้คยูฮยอนยืนหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจ

“โหดชะมัด!”

ทงเฮเม้มปากเป็นขีดเดียว ชั่งใจอยู่นิดๆเรื่องที่จะเถียงกลับหรือจะยอมสงบศึก แล้วก็ตกลงปลงใจจะเลือกข้อหลัง



เดี๋ยวนี้ แค่จะคุยกะไอ้ดีเจหมาป่าจอมก่อกวน ทงเฮถึงกับต้องบริหารสมองกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?!!


“อะไร...ทำหน้าเครียดเชียว โดนดุแค่นี้ เป็นเอามากเลยนะเนี่ย”

“ไม่ได้เครียดเรื่องนั้น!”

“แล้วเครียดเรื่องอะไร?”

“ก็เรื่อง!!.....” ทงเฮฉุกคิดได้ซะก่อน ก็เลยห้ามปากตัวเองไว้ทัน ก่อนที่จะหลุดไปว่า



‘ก็เรื่องที่ทำซีดีนายหายน่ะสิ!! ถามได้!’


คนตัวเล็กยู่ปากไปกองไว้ตรงแก้มซ้าย แล้วก็ฮึดฮัดสะบัดหัวใส่คนตัวโตที่ยืนรอฟังคำตอบ

“สายแล้ว เดี๋ยวจารย์ด่า” ทงเฮเปลี่ยนเรื่องเสร็จสรรพก็กระทืบเท้าปึงนำไปก่อน ไม่ได้สนใจเครื่องหมายคำถามกองโตที่มะรุมมะตุ้มอยู่บนหัวของคยูฮยอนซักนิด





..





“ซองมิน.........”
“หืม?”
“ซองมิน..............”
“อะไร?”

เพื่อนสนิทร่างนิ่มที่กำลังเขียนขยุกขยิกลงบนหน้ากระดาษสมุดเป็นต้องวางปากกาลงแล้วหันหน้ามามองทงเฮตัวแสบที่เอาแต่เรียกชื่อเค้าจนไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ ไม่ลืมที่จะประเคนด้ามปากกาลงบนหน้าผากกลมๆเป็นรางวัลในความพยายามที่สามารถเรียกชื่อซองมินได้ทุกนาที

“ไม่พูดซักทีล่ะ”

“ก็..........” หน้าหวานก้มต่ำ มือยังคลำหน้าผากที่เพิ่งโดนเคาะด้วยปากกา “นาย.......เห็นกล่องซีดีที่ฉันถือมาเมื่อวานรึเปล่า?”

“กล่องซีดีอะไร?”

“ที่ฉันถือมาเมื่อวาน”

“หืม? เมื่อวาน? นายคลานเข้าห้องไม่ใช่เหรอ? แล้วหลังจากนั้นก็โดนทำโทษนี่นา พอออกไปยืนได้แป๊บนึง ก็ดันไปเล่นสาดน้ำกับคยูฮยอนจนโดนเรียกเข้าห้องปกครอง แล้วฉันจะไปเห็นไอ้ซีดีนั่นของนายได้ยังงัย?”

“มันก็จริง แต่ว่า......” ทงเฮชะงักคำพูดไปเพราะซองมินที่หันไปข้างหลังตามแรงสะกิดของฮยอกแจ

เพื่อนตัวผอมอีกคนยืดตัวมาข้างหน้าแล้วกระซิบที่หูของซองมิน “ฉันจะฟ้องอาจารย์ ว่าพวกนายคุยกันในห้องเรียน ฮะๆ”

“หนอย~ ไอ้ไก้บ้า!”

ว่าแล้วเจ้าฮยอกแจมันก็โดนค้อนจากซองมินไปจนได้ แล้วทงเฮก็ต้องกลับมาถอนใจเฮือกๆอยู่คนเดียว เพราะเพื่อนสองคนนั่นมันเล่นกันจนลืมเรื่องของเขาไปแล้ว


.

.

.


เสียงออดหมดเวลาดังลั่นสนั่นอาคารเรียน คล้ายจะเตือนสติอาจารย์จอมขยันทั้งหลายให้รู้ว่า ห้ามกินเวลาลูกศิษย์เด็ดขาด!!

เสียงออดที่ยาวยืดยังไม่ทันจะจบดี เสียงปิดสมุดดังพึ่บพั่บก็ดังกันขรม ก่อนที่อาจารย์จะได้วางชอล์กลงซะอีก

“การบ้านก็อย่าลืมทำให้เรียบร้อยล่ะ”

ครูคนสวยวิชาภาษาอังกฤษทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะพับแฟ้มและเดินกอดมันออกไป โดยมีเสียงนักเรียนบอกแต๊งกิ้วทีเชอร์ดังตามหลัง

วันนี้ฮยอกแจเลือกที่จะใช้ฟังก์ชั่นมิวสิกเพลเยอร์ในโทรศัพท์มือถือให้เป็นตัวช่วยในการปลุกเจ้าคนขี้เซาที่นอนน้ำลายหยืดให้ออกมาจากโลกความฝันซักที แล้วฮยอกแจก็ไม่คิดเสียดายตังค์ที่ซื้อเจ้ามือถือคู่ใจเลยซักนิดเมื่อหัวที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มผมสีคาราเมลนั้นสะดุ้งขึ้นมาพร้อมเสียงโวยลั่น

“ไอ้ฮยอกแจ หูจะแตก!!!!”

“ฮ่าๆ!!”

ทงเฮใช้หลังมือขยี้ตา พอเปลือกตาเป็นอิสระจากการเกาะกรังของขี้ตาแล้วก็ฉายรังสีอัมหิตเผื่อแผ่มาถึงซองมินที่ยืนหัวเราะร่าอยู่ข้างๆกันด้วย

“หลับตลอดอ่ะนาย แล้วชาติไหนมันจะเรียนได้เกรด A ละเนี่ย!”

“ชาติไหนแล้วมันหนักหัวหงอนของนายมั๊ยเล่า!”

“ปากดี~” แทนที่ฮยอกแจจะโกรธแต่กลับยื่นมือมาขยี้หัวทงเฮให้ยุ่งเหยิงกว่าเดิมแล้วหัวเราะจนเห็นเหงือก

“เลิกแกล้งทงเฮได้แล้ว ไปกินข้าวดีกว่า คนอื่นเค้าไปกันหมดแล้ว เดี๋ยวโรงอาหารจะวาย” ซองมินพูดขัดขึ้นก่อนที่ทั้งสองจะเปิดเวทีมวยกัน พร้อมกับดึงมือฮยอกแจออกมาด้วย

“เอ่อ!!” ทงเฮจงใจเอ่อเสียงดังเป็นการรั้งสองคนที่กำลังหยิบกระเป๋าเตรียมออกไป

“หืม?” ซองมินเงยหน้าขึ้นแล้วถามด้วยสายตา

คนตัวเล็กเก้ๆกังๆไปซักพัก ด้วยท่าทางเอามือล้วงกระเป๋าสลับกับเกาหัว “พวกนายไปกินกันก่อนนะ เดี๋ยวฉันตามไป มีธุระ” พูดจบก็คว้ากระเป๋าสะพายใบโปรดแล่นฉิวออกไปไม่ฟังว่าเพื่อนทั้งสองจะถามอะไรต่อ

ฮยอกแจมองหน้าซองมินที่ก็ไม่ได้เข้าใจทงเฮไปมากกว่ากัน และเมื่อพบว่าปลายจมูกอีกฝ่ายไม่มีกระดาษคำตอบแปะเอาไว้ เลยต่างคนต่างหยิบกระเป๋าแล้วก็เดินไปโรงอาหารด้วยกัน


.

.

.


“กินร้านนี้อีกแล้ว~” ฮยอกแจทักด้วยคำเดิมๆที่มักจะพูดทุกเที่ยง ก็เพราะซองมินไม่เคยคิดจะเปลี่ยนรสชาติอาหารให้เป็นอย่างอื่นนอกเสียจาก ‘ผัดฟักทอง’ ที่เจ้าตัวติดใจนักติดใจหนา กินทุกวันกระทั่งสนิทสนมกับแม่ค้า ขอส่วนลดได้ไปหลายวอน

“นายก็เปลี่ยนร้านกินทุกวันเหมือนกันนั่นแหละ”

“แปลกตรงไหน?”

“อย่างงี้เค้าเรียกว่า คนหลายใจ รู้ไว้ด้วย!” ปากว่าเค้าแต่มือก็เอื้อมเอาส้อมไปจิ้มเกี๊ยวจากชามบะหมี่ของฮยอกแจเข้าปากเคี้ยวหยับๆ แต่เจ้าของเค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร กลับลอบยิ้มอยู่คนเดียวอีกต่างหาก

“ทฤษฎีลีซองมิน เชื่อได้ที่ไหนกันล่ะ”

“จะไปไหน” ซองมินถาม เพราะเห็นเพื่อนตัวผอมทำท่าจะเดินออกไปจากโต๊ะ หลังจากที่วางชามบะหมี่

“หนีนาย จะปล่อยให้กินข้าวคนเดียว” ตอบเล่นๆซองมินก็รู้ แต่ก็ไม่วายจะแลบลิ้นปลิ้นตาใส่



กลับมาอีกทีพร้อมน้ำ 2 แก้ว ที่ดื่มเองแก้วนึง ให้ซองมินแก้วนึง คนตัวเล็กส่งช้อนเข้าปากแต่ตากลมๆก็เหลือบมองฮยอกแจที่กำลังทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ยังพูดอะไรไม่ได้เพราะข้าวที่เต็มกระพุ้งแก้ม แต่ฮยอกแจก็ไม่ได้ทวงถามคำขอบคุณเหมือนกัน รายนั้นนั่งคีบตะเกียบเอาเส้นเข้าปากสบายใจ

“ขอบใจ”

“เป็นเรื่องธรรมดาของคนนิสัยดี”

“ไม่น่าชมเล้ย!”

ฮยอกแจหัวเราะเบาๆไปกับคำค่อนแคะทีเล่นทีจริงของซองมิน จนซองมินคิดเปลี่ยนเรื่องคุยนั่นแหละ ฮยอกแจก็ถึงกับหัวเราะต่อไม่เป็น

“ทงเฮยังไม่มาเลย ไปไหนของเค้า ไม่หิวข้าวรึงัยน้า?”


กับประโยคที่มีแต่จะเป็นห่วงเป็นใยทงเฮมันยังทำให้ฮยอกแจเจ็บได้น้อยกว่า ถ้าเทียบกับที่ริมฝีปากสีสวยนั้นจะพูดถึงเรื่องของทงเฮทั้งที่กำลังดูดน้ำจากแก้วที่เขาซื้อให้



เท่านั้นก็รู้แล้ว..ว่าฮยอกแจคนนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาของซองมินเลย



“รายนั้นยิ่งโมโหหิวด้วย สงสัยต้องซื้อขนมปังไว้แล้วแหละ เวลาทงเฮหิวจะได้แบ่งให้ ดีป่ะ ฮยอกแจ?” หันมาถามหาความเห็นจากลีฮยอกแจที่เริ่มกินอะไรไม่ลง...

แต่ก็ต้องเสแสร้งแกล้งทำเป็นเพื่อนขี้แกล้งคนเดิม

“ห่วงแต่มัน ทีมันเวลามีขนมจากสาวๆ ไม่เห็นมันจะแบ่งนายเลย”

“มันคนละสถานการณ์กัน นั่นมันขนมจากแฟนคลับ ทงเฮก็ต้องดีใจไม่แบ่งใครเป็นธรรมดา แต่นี่ฉันตั้งใจจะซื้อไปให้ทงเฮ”

“ต่างกันยังงัยล่ะ ทงเฮก็ไม่เคยให้อะไรนายอยู่ดี!!” ฮยอกแจที่เริ่มคุมอารมณ์โกรธของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ลุกหนีไปเสียดื้อๆ ปล่อยให้ซองมินมองแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างคับข้องใจ

อะไร? เรื่องแค่นี้ ต้องโกรธกันด้วยเหรอ?!!





..





“อยู่ไหนนะ?” มือของทงเฮแทบจะเป็นประวิงเพราะการรื้อค้นของในล็อกเกอร์เสียจนมันเละเทะเพียงเพื่อหาแผ่นซีดีต้นเหตุของปัญหาหนักหัว

“อยู่ไหนล่ะเนี่ย!!” คนตัวเล็กเริ่มระบายอารมณ์ด้วยการเตะขาเข้ากับล็อกเกอร์ชั้นล่างอย่างที่ทำทุกครั้งเวลาไม่ได้ดั่งใจ ทั้งที่ก็รู้ว่าถึงทำไปของที่อยากเจอมันไม่มีทางจะโผล่มาอยู่ตรงหน้า


“หาอะไร?”

ทงเฮเผลอกระแทกประตูล็อกเกอร์เสียปึงใหญ่ แค่ได้ยินเสียง หน้าหล่อโหดเลวของดีเจคู่หูแต่ไม่คู่คิดก็ลอยเข้ามาในหัวรกๆของทงเฮอย่างช่วยไม่ได้ และถึงจะช่วยได้ ก็คงไม่มีใครคิดอยากจะเข้ามาช่วย!

ร่างบางหันขวับแล้วก็ต้องตกใจสุดฤทธิ์ กับระยะห่างที่มันใกล้เกินกว่าที่ทงเฮกะเอาไว้จากระดับเสียง

“หาอะไร ทำหน้ายุ่งเหมือนยุงตีกันเชียว” คยูฮยอนก้มหน้าถามซ้ำ ทั้งๆที่ก็ยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้กระดิกไปไหน แต่ทงเฮกลับพยายามที่จะถอยกรูดแม้จะไปต่อไม่ได้เพราะล็อกเกอร์ที่มันค้ำหลังเอาไว้

ทงเฮเริ่มทำตาล่อกแลกเพราะโดนจ้องจับผิด มือไม้กำบ้างแบบ้างแบบไม่รู้จะหาข้อยุติยังงัย แล้วก็หลบสายตาไปซะเฉยๆ

“ถาม..ไม่ตอบล่ะ”

“แล้วมันใช่เรื่องของนายมั๊ยล่ะ?” ในที่สุดทงเฮก็ยอมตวัดสายตากลับมา แต่ก็ยังตอบไม่ตรงคำถามอยู่ดี

“อ๊าว? ก็ถ้านายหาซีดี ฉันจะได้รู้..ว่านายทำมันหาย”

เอาเตารีดมาฉาบหน้าสวยๆของทงเฮเลยยังจะดีกว่าการพูดจาเสียดสีความเป็นจริง ที่ทำให้ทงเฮร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าอกแบบนี้

ร่างบางหน้าซีด เหงื่อตก ทำอะไรไม่ถูก สมองก็เริ่มไม่สั่งการ.....ทงเฮกำลังจะเอ๋อรับประทาน!!

“ยิ่งหน้านายมันมีพิรุธอยู่ด้วย หรือว่า!!”

“อะไร!! พิรุธ!! พิรุธอะไรเล่า!!!” ทงเฮยืดคอ เชิดหน้าประจันสายตากับดวงตารีเรียวของคยูฮยอน แม้จะรู้ว่าทำไปก็มีแต่แพ้ ไม่ใช่แพ้ธรรมดาด้วย แพ้ราบคาบ!


แต่ก็จะทำ....
เคยบอกแล้วใช่มั๊ย? ว่าลีทงเฮคนนี้น่ะ สู้แบบหมาจนตรอก!!!


นิ้วเรียวชี้ไปที่คิ้ว “นี่คิ้ว”

ชี้ไปที่ตา “นี่ตา”

ชี้ไปที่จมูก “นี่จมูก”

ชี้ไปที่ปาก “นี่ปาก”



“ไหน? พิรุธ ไม่เห็นมีเลย!!!”



คยูฮยอนล่ะอยากจะยกนิ้วให้กับความ ‘คิดได้’ ของลีทงเฮ แต่ไม่ได้ยกเพราะมัวแต่เอามือกุมท้องหัวเราะจนตัวงอ

“หัวเราะอะไร?”

“หัวเราะคนอะไรไม่รู้ ไปได้น้ำขุ่นๆ”

“หัวเราะฉันเหรอ?”

“ลีทงเฮ จะบอกให้ ว่าพิรุธมันอยู่ตรงไหน?” คยูฮยอนก้มลงคว้าเอามือเล็กๆของทงเฮขึ้นมา แล้วแกะกำมือนั้นให้แบออก ทงเฮมองตามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยอมให้คนขี้ฉวยโอกาสลูบๆมือตัวเองไป
“นี่งัย”

คิ้วคู่สวยร่นเข้าหากันเพียงนิด ก่อนจะคลายออกเปลี่ยนเป็นยกสูง ทงเฮมองมือที่มีแต่เหงื่อของตัวเองแล้วก็ต้องกระตุกมือกลับมาเช็ดเข้ากับกางเกง ท่ามกลางเสียงกลั้นหัวเราะหึหึของคยูฮยอน

“มีอะไรบอกฉันไม่ได้รึงัย?”

“ก็มันไม่ใช่เรื่องของนาย”

“เรื่องของเพื่อน ก็คือเรื่องของเรา” ท่อนแขนยาวๆของคยูฮยอนโผล่มาโอบไหล่ทงเฮตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ก็ยังโอบอยู่

“เพื่อน!? ฉันเคยบอกว่าเป็นเพื่อนกับนายตอนไหน?”

“เมื่อวาน”

“เมื่อวาน?”

“นอกจากจะขี้เซาแล้ว ยังขี้ลืมได้อีก”

“หืม?” ทงเฮกำลังพยายามนึกย้อนไปถึงเมื่อวานอย่างที่คยูฮยอนพูด แต่ทำไมเขาถึงนึกมันไม่ออกเลยนะ??

“นึกออกเมื่อไหร่ค่อยบอก แต่ตอนนี้หิวข้าว ไปกินข้าวกัน” คยูฮยอนรั้งคอของทงเฮให้เดินไปด้วยกัน ไม่ได้สนใจว่ามือเล็กๆนั่นจะกำลังวุ่นอยู่กับการแกะหนวดยักษ์ของปลาหมึกหน้าหล่อ





..

 

“ถามหน่อยดิ่”

“ว่ามา”

“ซีดีนั่นมันสำคัญมากเลยเหรอ? ขนาดว่าทำหายไม่ได้เลยเหรอ?”

“ก็ใช่งัย เพราะมันเป็นเพลงที่อาจารย์เล่นเองเพลงแรก สมัยเรียนเอกดนตรี แล้วที่สำคัญ..มันไม่มีขาย!”

“จริงดิ่??”

“ถามแบบนี้หมายความว่างัย?”




ทงเฮจำได้ว่า ตอนนั้นเขายกมือมาโบกให้วุ่นอยู่ตรงหน้า แล้วก็เอาแต่ก้มหน้าซดราเมงในชามไม่เงยหน้ามองคยูฮยอนอีกเลย






..




หลังจากที่โทรบอกแม่เรื่องจะขออนุญาตกลับบ้านค่ำกว่าทุกวันเป็นอันเรียบร้อยแล้ว ทงเฮก็พับมือถือลงกระเป๋าแล้วจ้ำเท้าเดินไปสู่จุดมุ่งหมายทันที และหลังจากที่เดินดูดิสเพลตามร้านรวงต่างๆในย่านวัยรุ่นชุกชุมจนกิเลสได้ออกมาวิ่งเล่นกันจนหนำใจแล้ว ทงเฮถึงได้เบนเข็มมุ่งเข้าร้านที่ตั้งใจจะมาแต่แรก


แล้วที่สำคัญ..มันไม่มีขาย


แต่ขาเรียวของทงเฮมันกำลังนำพาร่างเล็กของเขาเข้าร้านขายซีดีเพลงอยู่

ถูกต้อง..ทงเฮกำลังหาซื้อซีดีแผ่นใหม่ ทั้งที่แม้แต่ชื่อเพลงก็ยังไม่รู้!!

คนตัวเล็กที่แบกสัมภาระน้อยๆไว้บนหลังเดินไล่สายตาไปตามป้ายบอกแนวเพลงตั้งแต่หน้าร้านไปจนถึงในร้าน ก่อนที่จะสะดุดตากับแผ่นป้ายที่มีตัวหนังสือสีขาวเขียนไว้ว่า ‘เพลงคลาสสิก’

รอยยิ้มเล็กๆจุดประกายขึ้นบนริมฝีปากสวย แต่พอกวาดสายตาตั้งแต่ชั้นซีดีชั้นบนสุดไล่มาจนชั้นล่างสุด แล้ววกมาเป็นจากขวาสุด ไปจนถึงซ้ายสุด รอยยิ้ม..มันก็แปรผันไปเป็นรอยย้วย

“ทำไมมันเยอะอย่างงี้ล่ะ”


นิ้วชี้เล็กๆจิ้มลงบนแถบสติ๊กเกอร์ที่ติดบอกชื่อเพลงเอาไว้แล้วก็หายใจออกดังเฮือก

“ให้ตายสิ นี่ต้องฟังทั้งหมดนี่เลยเหรอ?”

แค่คิดก็หูชา แต่พอลองทำเข้าจริงๆ มันยิ่งกว่าชาซะอีก ทงเฮล่ะเสียวว่าจะเป็นต้อหูขึ้นมาตะหงิด ก็เจ้าตัวเล่นฟังมันซะทุกเพลง นี่ก็ล่อมา 7 ชั้นแล้ว ทงเฮแหงนหน้าขึ้นมองชั้นซีดีที่เหลือ 1 2 3 4 5 ...

อีก 8 ชั้น!!


“คุณคะ ร้านจะปิดแล้วนะคะ”

“หา?!” เปล่าเลย หน้าตาพนักงานสาวคนนี้ไม่ได้ขี้เหร่จนทงเฮตกอกตกใจ ออกจะน่ารักตรงสเป็กซะด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะคำพูดของเธอกับนาฬิกาแขวนบนผนังร้านที่ทงเฮเหลือบไปเห็นต่างหาก มันตีบอกเวลาว่า 1 ทุ่มครึ่ง!!

“อ่าครับ งั้นเดี๋ยวผมมาใหม่ละกัน” ทงเฮจำต้องบอกลาด้วยรอยยิ้มแซมเขี้ยวแล้วเดินคอตกออกมาแต่โดยดี และก่อนที่ทงเฮจะได้หมดอาลัยตายอยากไปมากกว่านี้ เสียงท้องร้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

“หิวแล้วเหรอ? โอเคๆไปหารัยกินก่อนก็ได้ ส่วนซีดีนั่น..ยอมให้อาจารย์ด่าไปละกัน อย่างน้อยๆโจคยูฮยอนก็โดนด้วยเหมือนกันแหละน่า”

คิดได้อย่างนั้นก็โล่งอกไปอีกเปราะ ขาเล็กๆก้าวนำพาร่างเล็กๆไปตามฟุตบาทริมถนน



“อ้าว! ทงเฮ!”

เจ้าของชื่อหยุดเดินแล้วหันหลังกลับไปมองเจ้าของเสียงหวานคุ้นหู

“ซองมิน”

“ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ” ซองมินมองชุดนักเรียนที่ลุ่ยออกนอกกางเกงของทงเฮแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ “เมื่อเย็นเห็นรีบออกมาเชียว คิดว่าจะกลับบ้านเร็วซะอีก”

“ออกมาเดินเล่นน่ะ แล้วนายล่ะ” จากที่ยืนคุยก็เปลี่ยนเป็นเดินไปคุยกันไป

“แม่ให้ออกมาซื้อเค้ก วันเกิดคุณป้าข้างบ้าน”

“แม่ของฮยอกแจน่ะเหรอ?”

“อื้ม” ทงเฮสังเกตอาการผิดปกติของซองมิน ปกติคุณป้าข้างบ้านที่ซองมินเรียกวันนี้ ทุกทีจะเรียกว่าแม่ของฮยอกแจไม่ใช่เหรอ?

“เป็นอะไร โกรธอะไรกับฮยอกแจมันอีกละเนี่ย?”

“ไม่มีอะไร แค่นิดหน่อย”

“นิดหน่อย ก็เรียกว่ามีอะไร” ทงเฮไม่เลิกคาดคั้นตามนิสัยประจำตัว คนตัวสูงกว่าหยุดเดินแล้วหันมาใช้มือจับไหล่ของซองมินไว้ แล้วสบตากันตรงๆ

“บอกมา”

“อะ..อือ...อืม..” แต่ซองมินก็ก้มหน้าหลบตาอยู่ดี

“อืมอะไร ทะเลาะกันเรื่องอะไร”

“เรื่องของทงเฮ ฮยอกแจโกรธเรา เพราะเราเป็นห่วงทงเฮมากเกินไป!!” คราวนี้ซองมินตอบเสียหมดเปลือก เล่นเอาทงเฮอึ้งไปง่ายๆได้เหมือนกัน

“ฉันก็แค่เป็นห่วงนาย ที่ไม่ได้กินข้าวเที่ยงด้วยกัน แต่ฮยอกแจทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่”

“เรื่องแค่นี้เอง..คิดมากไปได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฮยอกแจมันก็ลืมแล้ว” ทงเฮกลับมายิ้มร่าหลังจากที่อึ้งไปพักใหญ่ๆ ที่จริง เค้าก็แอบดีใจอยู่ลึกๆเหมือนกัน ที่มีคนเป็นห่วงเค้ามากขนาดนี้ ทงเฮตบไหล่ซองมินเบาๆเป็นการเรียกขวัญ และแล้วท้องเจ้ากรรมก็ออกโรง

จ่อกกกก~

ซองมินเหลือบตาขึ้นมองหน้าทงเฮแล้วยิ้มแบบมีนัย คนโดนจ้องเลยได้แต่ทำหน้าแหยเอามือลูบหัว

“นี่สรุปไม่ได้กินข้าวเที่ยงใช่มั๊ย?”

“กิน แต่โดนแย่งหมด”

“ใคร ใครแย่ง!!”

“โจคยูฮยอน”

“แล้วทงเฮไปกินข้าวกับนายนั่นได้ยังงัย!!”

“ซองมิน! ร้านนั้นน่ากินจัง ป้ะ!” ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทงเฮก็รวบมือนิ่มของเพื่อนตัวอวบมาไว้ในอุ้งมือเตรียมจะข้ามถนน ซองมินไม่อยากรู้หรอกว่าทงเฮแกล้งเฉไฉนอกเรื่อง หรือว่าหิวจนหน้ามืดกันแน่ อยากรู้แค่ว่าตอนนี้แก้มยุ้ยๆของตัวเองมันขึ้นสีจัดขนาดไหนแล้ว?

“อย่าเพิ่ง!!”

หัวใจซองมินยิ่งทำงานหนัก เมื่อทงเฮเพิ่มแรงบีบที่ฝ่ามือ

“ข้ามถนนระวังๆหน่อยสิ เดี๋ยวพิการไปใครจะเลี้ยง” ทงเฮดุเสียจนซองมินยิ้มแก้มปริ

“ยิ้มอะไร”

คนถูกถามก็แค่ส่ายหัวร่วน แล้วก็เป็นฝ่ายลากทงเฮข้ามถนนไปซะเอง





..





ทงเฮยกมือขึ้นใส่หูฟังเข้ากับหูแล้วชะโงกหน้ามองรถประจำทางที่กำลังแล่นมา นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นมาดูให้คนที่จ้องมันต้องขมวดคิ้วเพราะเข็มสั้นที่มันเดินเร็วผิดปกติในความคิดทงเฮ ...3 ทุ่มกว่าแล้ว

ถึงซองมินดึงดันว่าจะไปส่งเขาที่บ้านแค่ไหน ทงเฮก็ปฏิเสธ เพราะแค่พาซองมินเถลไถลจากที่แค่ออกมาซื้อเค้กแต่กลับหายไปเป็นชั่วโมง แค่นี้ทงเฮก็ไม่รู้ว่าซองมินจะโดนแม่เอ็ดจนหูชารึเปล่า ยิ่งพอเจ้าเพื่อนสนิทออกปากจะเดินไปส่งยิ่งแล้วใหญ่ ทงเฮเลยต้องตบไหล่แล้วก็ต้อนก้นซองมินให้ขึ้นรถเมล์ไปก่อน ส่วนตัวเองก็มายืนรอเที่ยวใหม่อยู่อย่างนี้

เพราะทงเฮรู้อยู่แล้วว่าถ้ายอมใจอ่อนนั่งไปกับซองมิน รายนั้นจะต้องใช้ลูกอ้อนขอไปส่งเค้าให้ได้แน่ๆ แล้วทงเฮก็ไม่มั่นใจอีกนั่นแหละ ว่าตัวเองจะใจแข็งพอที่จะปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนลงรึเปล่า?

ร่างเล็กก้าวขึ้นไปตามขั้นบันได 2-3 ขั้นของรถประจำทางสายเดิม สอดส่ายหาที่ว่างก่อนจะเดินเข้าไปทิ้งก้นแล้วเอนหัวพิงพนัก

ลมเย็นๆตอนหัวค่ำพัดพาเอาเส้นผมให้ปลิวไปตามแรง กระทบใบหน้าจนรู้สึกผ่อนคลาย และยิ่งมีเพลงเพราะๆมาขับกล่อมอยู่ข้างหูแบบนี้ด้วย ก็มีแต่จะพาทงเฮหลับใหล


อ้ะ!

เปลือกตาหนักๆ เกือบจะได้ประกบกันเพื่อสร้างสรรค์ฝันหวานให้กับทงเฮอยู่แล้ว แต่ก็มีอันฝันสลายเพราะมือดีที่แกะหูฟังออกไปจากรูหูของเขา ทงเฮหันขวับ

“นาย!”

“ฟังคนเดียวจะไปเพราะได้งัย ต้องฟังด้วยกัน” เจ้าของใบหน้าหล่อที่ทงเฮจำได้ขึ้นใจว่าพ่อแม่ของนายนี่ตั้งชื่อให้กับเขาว่า ‘โจคยูฮยอน’ ยักคิ้วที่มีฤทธิ์ทำให้ทงเฮหัวเสีย แล้วก็ยังมีผลข้างเคียงให้ทงเฮต้องโมโห ก่อนจะยัดเอาหูฟังที่เพิ่งโจรกรรมจากทงเฮลงหูตัวเองหน้าตาเฉย

“คยูฮยอน เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!” ระยะห่างก็มีไม่มาก แต่ทงเฮก็แทบจะกระโดดคว้าเพราะร่างสูงเอาแต่เอียงคอหลบ แล้วก็เป็นต้องหลบพ้นไปเสียทุกที

“เอาคืนมา!”

“ก็เอาไปสิ” ท้าทายกลับ แต่พอมือเล็กๆนั่นเอื้อมไป หัวโตก็มีแต่จะหลบลี้พัลวัน

“โจคยูฮยอน!!!”

“ครับผม”

“ไอ้โจคยู......” ท้ายเสียงของทงเฮขาดหายไป เพราะเสียงกรีดร้องของคนโดยสารคนอื่นที่อยู่ๆก็พร้อมใจกันประสานเสียงกันจนดังคับรถ ทั้งคู่สงบศึกชั่วคราวเพื่อหันไปให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างแทน

“มีอะไรกันน่ะ?” ทงเฮถาม เพราะมองไม่เห็นอะไรเนื่องจากมีคนตัวโตนั่งบังทัศนียภาพอยู่ คยูฮยอนไม่ยอมให้คำตอบ แต่กลับทำหน้าตาตื่น กระตุ้นให้ต่อมอยากรู้ของทงเฮทำงานหนัก

ทงเฮยกมือไปกดหัวฟูของคยูฮยอนลงแล้วพยายามยืดคอมองออกไป แล้วสิ่งที่เห็นมันก็ทำเอาทงเฮอ้าปากค้าง




ผู้ชายตัวใหญ่ผิวสีแทนที่กำลังใช้มีดขู่คนขับแล้วประกาศก้องให้ทุกคนอยู่ในความสงบ!!


ไม่บอก ทงเฮก็รู้ ไอ้ที่เห็นเนี่ย...เค้าเรียกว่า




โจรปล้นรถเมล์!!!!!



“ใครมีของมีค่า ส่งมาให้หมด!!!”

ทงเฮทรุดฮวบลงกับเก้าอี้ตัวเดิม ร่างทั้งร่างแข็งกลายเป็นหินในพริบตา พอๆกับคยูฮยอนที่ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน นอกเสียจากจะเอื้อมมือมาจับไว้กับมือสั่นๆของทงเฮ เหมือนจะเรียกเอาขวัญให้กลับคืนมา

“ทำงัยดี?”

“นิ่งไว้ก่อน”

“นิ่งไม่ไหว”

“อยู่นิ่งๆ อย่ากระโตกกระตากไป”

“ไม่เอา ต้องทำอะไรซักอย่าง” นิสัยหัวดื้อหัวรั้นของทงเฮ ดูจะแก้ไม่เคยหายเมื่อคนตัวเล็กควักเอามือถือเครื่องจิ๋วออกมาจากกระเป๋ากางเกง

“จะทำอะไร!!!?”

“แจ้งความ” ทงเฮตอบเสียงกระซิบ นิ้วมือก็รัวกดหมายเลขสถานีตำรวจที่จดจำได้ขึ้นใจ แนบกับใบหู ฟังเสียงสัญญาณรอสายได้ไม่นาน ก็มีคนรับสาย

“ฮัลโหล สถานีตำ...อ้ะ!!” ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรให้รู้เรื่องรู้ความ โทรศัพท์ก็ถูกกระชากออกไปพร้อมๆกับตัวเล็กๆของทงเฮที่ก็ลอยละลิ่วไปตามแรงดึงนั่นด้วย


“มึงคิดจะทำอะไร!!!”


“คยูฮยอน ช่วยด้วย!” ทงเฮพยายามทั้งดิ้นทั้งแกะท่อนแขนที่ล็อกคอออก แล้วก็ตะโกนเรียกคยูฮยอนขอความช่วยเหลือ แต่ก็ต้องงับปากตัวเองเร็วไวเมื่อท่อนแขนแปรเปลี่ยนเป็นมีดคมที่จ่ออยู่ตรงคอหอย “คยูฮยอน ช่วยฉันด้วยเซ่!!”

ร่างโปร่งกวาดสายตาไปจนทั่ว แต่ก็ไม่ลืมจะวกสายตากลับมาที่ทงเฮทุกๆ 2 วิ กลัวว่าไอ้โจรใจบาปนั่นมันจะทำร้ายทงเฮเอา สายตาคมกริบสะดุดเข้ากับกระเป๋าเป้ของทงเฮ ไม่รอให้เสียเวลา คว้ามันขึ้นมาแล้วก็รูดซิบหากระเป๋าเงิน

ใช่! กระเป๋าเงินของลีทงเฮ!!

“นายจะทำอะไร?” แค่ลองใช้เวลาสั้นๆ จินตนาการว่าคยูฮยอนจะทำอะไรต่อไป ทงเฮก็ขนหัวลุกแล้ว



“ปล่อยทงเฮ แลกกับเงินนี่! อ้อ! ถ้าไม่พอ บ้านทงเฮรวยนะ จะโทรให้แม่เค้าเอาเงินมาเพิ่มให้เท่าไหร่ก็ได้ แต่แค่ปล่อยทงเฮ อย่าทำอะไรทงเฮ!!!”


...ไอ้บ้าเอ๊ย!!!....


“นั่นมันเงินสัปดาห์ฉันนะ โอ๊ยยย!! ไอ้บ้านี่ ล๊อกคออยู่ได้ เฮ้ย!!” ทงเฮเพิ่งจะนึกได้ว่าไอ้โจรตัวโตนี่มันมีมีดอยู่ในมือก็ตอนที่คมมีดมันสะท้อนวิบเข้ามาในตา ร่างเล็กที่กำลังยกเท้าหวังจะเตะเสยคางโจคยูฮยอนจำต้องวางลงพื้นตามเดิม เปลี่ยนมาใช่สายตาคาดโทษแทน



สมองที่พอจะมีรอยหยักให้คลื่นความฉลาดมันไหลวนไปวนมาของทงเฮ กำลังคิดประมวลผลอย่างหนักและเร่งด่วน

เงิน กับ ตัวเอง??

โอเค ชีวิตลีทงเฮวำคัญกว่าเป็นไหนๆ!!!



“เออ จะเอาเท่าไหร่ก็เอาไปเลย อยากได้เพิ่มเดี๋ยวจะโทรบอกแม่ให้ แต่ว่าตอนนี้ ต้องปล่อยฉัน!!!”

“กูไม่ได้โง่หรอกนะ”

“ปล่อยฉันเถอะน้า น้า...นะ!”

“กูบอกกูไม่ได้โง่”

“แต่ฉันพูดจริงนะ บ้านฉันมีตังค์ ทุกคนที่บ้านรักฉัน นายจะขอเท่าไหร่ก็ได้”

“เอาเงินนี่ไปก่อนก็ได้ แล้วเดี๋ยวอีก 2 ป้ายก็ถึงบ้านเค้าแล้ว อ่ะ” คยูฮยอนยื่นเงินปึกนั้นของทงเฮไปให้ชายหนุ่ม ทงเฮมองตามเงินในมือแล้วก็กลืนน้ำลายลงคอดังอึก



เงินกรู!!!




|||เฮ้ย!!|||


ทงเฮคงยังไม่รู้ ว่าคยูฮยอนน่ะฉลาดเป็นกรด เงินหมื่นวอนมีหรือจะยอมเสียให้ไอ้เดนนรกรกแผ่นดินกิมจินี่!!

ร่างสูงใช้ทีเผลอกระชากแขนของโจรหน้าโง่ตอนที่มันยื่นมือออกมารับเงิน แล้วใช้ฝ่าเท้าอัดฉีดเข้าเต็มๆหน้าท้องจนตัวมันงอ ต่อด้วยปลายเท้าที่ตามไปเตะจนมีดหลุดออกจากมือ มานอนนิ่งอยู่กับพื้นรถ ก่อนจะซ้ำแบบไม่เว้นช่วงพักเหนื่อยด้วยหมัดลุ่นๆที่ตรงหน้าเข้าแต่งแต้มสีม่วงปนเขียวไว้ที่โหนกแก้มของไอ้คนตัวโต กระแทกหลังแหวนจนดั้งเบี้ยว จบด้วยการรวบรวมพละกำลังทั้งหมดเพื่อตรงเข้าไปรวบท่อนแขนแกร่งแล้วผลักชิดติดประตูทางลงรถ

“พี่!! จอดรถ!!”

คนขับทำตามคำสั่งอย่างไม่เสียเวลาคิด แม้ว่าไอ้คนออกคำสั่งนี่จะมีวุฒิภาวะต่ำกว่า แต่ตอนนี้ อายุไม่เกี่ยว เอาตัวรอดกลับมาหาลูกเมียที่บ้านเป็นดี เมื่อรถแล่นเทียบฟุตบาทแล้ว คยูฮยอนก็ประเคนฝ่าเท้าให้ที่กลางหลังจนมันหน้าคว่ำไปกองแหมะอยู่กับพื้นซีเมนต์ ตามด้วยฝ่าเท้าประชาทัณฑ์จากคนโดยสารที่เหลือจนน่วมไม่เหลือสภาพ


คยูฮยอนยืนกอดอกภาคภูมิใจกับผลงานของตัวเอง ก่อนจะนึกถึงคนตัวเล็กที่ไม่รู้ว่าตอนสถานการณ์ชุลมุนชุลเกเมื่อกี้นี้ จะกระเด็นไปอยู่ตรงไหน เจ้าของร่างสูงโปร่งรีบสาวเท้าขึ้นรถแล้วกวาดสายตามองจนทั่ว เห็นทงเฮกำลังก้มเก็บเงินตรงทางเดินเลยเข้าไปช่วย


“ไม่เป็นอะไรใช่มั๊ย?”

“เงินฉันเกือบสูญแล้วมั๊ยล่ะ?”

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

“เป็นสิ ผลักมาได้ไม่ดูตามาตาเรือ ท้องนี่กระแทกไส้เกือบหลุด”

คยูฮยอนอมยิ้มขำในความไม่ยอมแพ้ของทงเฮ ก่อนจะถูกทงเฮแยกเขี้ยวใส่เพราะดันไปมือบอนเล่นหัวเค้าเข้าให้ คยูฮยอนเลยละมือออกมา แล้วมองคนตัวเล็กที่กำลังยัดเงินลงกระเป๋าเพลินตา


.

.

.


ในเมื่อมันดึกขนาดนี้แล้ว พอมีเรื่องบนรถประจำทางเมื่อกี๊ ทั้งคู่ก็เลยต้องเดินเท้า

“อยู่กับนายทีไร ได้เรื่องเจ็บตัวทุกทีสิน่า”

“อยู่กับนายต่างหาก”

“มันเป็นเพราะฉันอยู่กับนาย คราวที่แล้วก็โดนศัตรูนายมันทำร้ายเอา คราวนี้นายก็ดันหัวรั้นโทรแจ้งความ”

“จะด่าว่าฉันเป็นตัวซวยล่ะสิ”

“ยังไม่ได้พูดเลย”

ทงเฮได้แต่แยกเขี้ยวใส่คนที่เดินข้างๆกัน พอนึกภาพว่าไอ้หัวฟูนี่เป็นแฮมเบอร์เกอร์ น้ำลายมันก็สอขึ้นมาซะดื้อๆ

“แล้วบ้านนายอยู่ไหนฮะ?”

“แถวนี้แหละ” คยูฮยอนตอบ สอดมือล้วงกระเป๋า

“แล้วทำไมไม่กลับบ้าน บ้านฉันอีกไกลนะ”

“ไปส่งนายก่อน”

“ทำไมต้องไป ไม่ได้ต้องการ”

“ถามมากจริงๆ ขนาดฉันยอมเสี่ยงชีวิตช่วยนายขนาดนี้ ฉันยังไม่ถามถึงคำขอบคุณเลย” น้ำเสียงของคนตัวโตคล้ายจะตัดพ้ออยู่กลายๆ..น้อยใจล่ะสิน่า

แต่ทงเฮก็ไม่คิดจะใส่ใจสีหน้าหมาหงอยนั่นซักเท่าไหร่ “อยากได้มากเลยงั้นสิ?”

“ก็ไม่เป็นไร ถ้านายไม่อยากให้” ทงเฮเหลือบตาขึ้นมอง แล้วก็เห็นแก้มใสๆที่ปกติมันจะแบนแต่วันนี้กลับพองลมจนปากยื่น


...ไม่ได้หัวล้าน แต่ขี้ใจน้อยชะมัดเลย!...


“จะเอาเป็นของรางวัลไปเลยม้ะ? ตอบแทนที่ทำความดีน่ะ?” ทงเฮแค่ประชด

“ถ้ามีจริง ก็จะเอา” แต่คยูฮยอนไม่ได้คิดอย่างนั้นน่ะสิ!

“แล้วถ้าบอกว่ามี” เหมือนจะท้าทาย

“ให้มันจริง”

“อยากได้อะไรก็ว่ามา!!”

คยูฮยอนค่อยๆหันหน้ามาจ้องตากับคนตัวเล็กกว่า ก่อนจะยิ้มในแบบที่ทงเฮคิดว่ามันอันตรายที่สุด “อะไรก็ได้ งั้นเหรอ?”

“ไม่เงินหมื่นวอน!!” ทงเฮรีบประกาศ

“อืม ไม่เกิน”

“อะไร”

“สัญญาก่อน ว่าจะให้จริงๆ”

“แต่ฉันยังไม่รู้เลย”

“ก็สัญญาก่อนสิ” คยูฮยอนทำท่าเป็นเด็กประถม แต่ทงเฮก็จำยอมเออออไปด้วยเพราะเบื่อรำคาญเต็มทนแล้ว หัวเล็กเพยิดหน้าตกลงไปส่งๆ

“ไม่เอา สัญญาดีๆเด่ะ” ทงเฮอยากมีปากกว้างเท่าหัวโจคยูฮยอน จะได้งับทีเดียวแล้วกลืนลงคอไปเลย!!

“อืม สัญญา”

“ไม่เอาอ่ะ ไม่น่าเชื่อถือ ต้องมีหลักฐาน”

“โว้ยยย!! เรื่องมาก”

“เฮ้ย! เดี๋ยว” คยูฮยอนดึงมือทงเฮไว้ แล้วยื่นมือถือมาจ่อปาก “เอ้า...พูดใส่ในนี้ บอกว่าสัญญา”

แม้มันจะดูติ๊งต๊องแล้วก็ไร้สาระอยู่ก็จริง แต่พอนึกย้อนไปเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ที่ไอ้ตัวยาวนี่มันช่วยเขาเอาไว้จนรอดพ้นจากเงื้อมมือเดนคนพวกนั้น ทงเฮก็ต้องหยวนๆให้

เอาวะ...ถือว่ามีดีให้เห็นอยู่บ้างนะเนี่ย!

“สัญญา”

“ว่าจะให้อะไรก็ได้ที่คยูฮยอนคนนี้อยากได้”

“เออๆ อย่างที่นายพูด”

คนตัวโตแต่นิสัยเด็กมุ่ยหน้าเพราะขัดใจ แต่ก็ไม่ได้โวยวายเอาแต่ใจ เขากดปิดฟังก์ชั่นอัดเสียง แล้วส่งเจ้าเครื่องมือสื่อสารเครื่องจิ๋วลงไปนอนสบายในกระเป๋าเสื้อตามเดิม

“บอกได้ยัง ว่าอยากได้อะไร?”





“.........”





คยูฮยอนพ่นคำขอออกมาจนทงเฮผงะถอยหลัง ตามด้วยทำหน้าเหวอก่อนจะเดินหนี ดีที่คยูฮยอนแขนขายาวพอที่จะดึงเอาตัวกะจ้อยของทงเฮไว้ทันก่อนที่คนคิดผิดสัญญาจะได้ทำผิดสัญญา

“สัญญาแล้วนะ จะเบี้ยวรึงัย?”

แต่สิ่งที่ทงเฮเลือกเฉไฉก็คือการมองไปที่มือของคยูฮยอน แล้วก็ต้องร้องเสียงหลง

“นายโดนมีดบาด”

“ก็เออเด่ะ อย่านอกเรื่องน่า”

“นี่นายไม่เจ็บเลยเหรอ?”

“ตอบตกลงก่อน”

“ท่าทางลึกด้วยอ่ะ”

“ลีทงเฮ”

“นายต้องไปทำแผลที่บ้านฉันก่อนกลับ จะเป็นบาดทะยักมั๊ยเนี่ย?”

“ห้ามเบี้ยวนะ......หา? ว่างัยนะ?” ทงเฮเงยหน้ามองคนตัวสูงที่ทำหน้าตาเหรอหราใส่ไม่ห่วงหล่อ

“ไปทำแผลที่บ้านฉัน ก็ถ้าปล่อยให้นายกลับมาทำที่บ้าน ป่านนั้นแผลคงเน่าพอดี”

คยูฮยอนยิ้มระรื่นหน้าชื่นตาบาน...พูดแบบนี้ มันเป็นการชวนผู้ชายเข้าบ้านรู้ตัวรึเปล่า?!!

ทงเฮที่ไม่ได้เข้าใจความหมายในรอยยิ้มนั้นเลยก็ได้แต่เอียงคอสงสัย จนคยูฮยอนต้องดึงมือแล้วพาวิ่งกลับบ้านให้เร็วที่สุดนั่นแหละ ทงเฮถึงได้เลิกสงสัยแล้วโวยวายลั่นซอย


.

.

.


“กลับมาแล้วคร๊าบ”

คุณแม่ยังสาวของทงเฮเดินออกมารับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยหน้าตาบูดบึ้ง คงเพราะตอนนี้มัน 5 ทุ่มกว่าแล้ว แต่ลูกชายสุดที่รักเพิ่งโผล่หัวมา แต่ก่อนที่ทงเฮจะได้ฟังเทศน์มหากาพย์ สายตาก็คุณนายลีก็มาสะดุดกึกที่เด็กหนุ่มร่างสูงเสียก่อน

“หวัดดีครับ ผมโจคยูฮยอนครับ” คยูฮยอนโค้งตัว แล้วแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ ไม่ลืมที่จะบอกสรรพคุณตบท้าย “เป็นดีเจคู่กับทงเฮ”

“อ้อ....แล้วทำไมถึงกลับเอาป่านนี้ ห้ะ ทงเฮ?”

ทงเฮที่เอาแต่ยืนอ้ำๆอึ้งๆเกือบจะโดนสวดเข้าให้ ถ้าคยูฮยอนไม่รีบไขข้อข้องใจ แล้วก็เล่าเหตุการณ์เสียจนละเอียดมองเห็นภาพเป็นฉากๆ กระทั่งโชว์แผลเหวอะตรงข้อมือแล้วก็เลยโดนไล่ให้ไปทำแผล


“เบา!”

“ใจเสาะ”

“ซี๊ด!!~ แสบ!” คยูฮยอนซี๊ดปากเพราะความแสบที่แล่นเข้าสู่เส้นเลือดตอนที่ทงเฮราดแอลกอฮอล์ลงมาเต็มๆหลังมือ แต่กระนั้นนายตัวเล็กก็ไม่คิดเบามือ คยูฮยอนก็เลยต้องทนมันต่อไปจนผ้ากอซถูกแปะไว้บนแผล

“เสร็จแล้ว เห๊อะ..แค่ทำแผล ร้องยังกะโดนผ่าตัด”

“ไม่ต่างกันหรอก มือหนักขนาดเนี้ย”

ทงเฮลุกพรวดเก็บกล่องปฐมพยาบาลแล้วเดินหนี “กลับบ้านไป”

“ไล่กันง่ายๆอย่างงี้เนี่ยนะ”

“จะให้ไล่ยากกว่านี้ม้ะ อย่างเช่นเอาขาไล่เตะอะไรแบบนี้”

“คนอะไรไม่รู้ โหดชะมัด” คยูฮยอนเบ๊ปากใส่คนตัวเล็กที่ยืนเชิดหน้าเชิดตาท้าทายอย่างนึกหมันไส้ อยากเขกกะโหลกให้ปูดเท่าจอมปลวก

แต่ถึงอย่างนั้นคยูฮยอนก็ยอมโดนต้อนจนมายืนล่ำลากันตรงหน้าบ้านอยู่ดี



“แล้วที่ฉันขอล่ะว่างัย?”

“อะไร?” ทงเฮทำเป็นจำไม่ได้ แต่ไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ในสายตาโจคยูฮยอน

“อย่ามาทำไขสือน่า”
“แค่นั้นเอง ให้ไม่ได้เหรอ?”

“ก็ไม่อยากให้”

“คนผิดสัญญา” คยูฮยอนตัดพ้อเสียดื้อๆ จนกระทั่งโดนมือเล็กๆจับไหล่พลิกให้หันออกไปทางประตูเหล็ก แต่ก็ไม่วายแหง็กคอมาส่งสายตาอ้อนวอน

“อะไรเล่า?”

“ฉันไม่รอคำตอบนะ จะคิดเข้าข้างตัวเองว่านายตอบตกลง”

“หน้าด้าน!”

ทงเฮผลักคนตัวโตจนหลุดพ้นขอบประตูไปได้ ก่อนจะกระทืบเท้าปังเข้าบ้าน ทงเฮก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่ กะอีแค่คำขอแค่นิดหน่อยของคยูฮยอน ทำไมต้องคิดมากด้วยเล่า

ตอบตกลงไป มันยากตรงไหน?

ก็แค่...............









“ฉันอยากเป็นเพื่อนสนิทของนาย ให้ฉันเป็นเพื่อนสนิทนายนะ!”




TBC



กา-เท่-เร่'s talk :: 
มันยาวอีกแล้วอ่า..จริงๆ ไม่ได้อยากเขียนยาวอย่างงี้นะสำหรับพาร์ทนี้ แต่มันมีอีเว้นท์โผล่มาให้ต้องแซมมันเข้าไป ก็ไอ้โจรปล้นรถเมล์นั่นแหละ

เลยต้องเขียน เพราะอยากเขียน!!

ไม่ว่ากันนะ

แล้วถ้าใครทนอ่านจนมาถึงบรรทัด วานช่วยเม้นด้วยนะ
เม้นยาวๆให้สมกับเรื่องที่มันยาว ขอบคุณค๊าบบบ!!

ซารางเง~

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

จะต้องให้พูดอีกกี่ครั้ง
ว่าเวลากุส์เข้าบล็อกมุงส์
เหมือนมันจะมีอะไรมาดลใจทุกทีไป
เห็นคำเตือนแล้วว่ายาว
ก็เลยยังไม่อ่าน 55555


แต่เห็น talk อ่านจนบรรทัดสุดท้าย ก็เม้น
พอดีเจ้อ่านบรรทัดสุดท้ายเลย ก๊าก

รู้สึกเหมือนลูกแก ไอ้ตัวล่างขวาจอเนี้ยะ
มันจะร้อง ก๊อง ก๊อง ด้วยแหละ หึหึ

#1 By linkline@linn on 2008-01-09 21:32

พี่เชื่อคำเตือน

เซฟก่อนนะจ๊ะ

#2 By : : มิลฮี M i l H e e* on 2008-01-09 23:09

แอ๊ยยยส์

ยาวได้ใจ จิงๆด้วย

อ่าน ตอนนั่งพิมพ์งานอยู๋ ฮ่าๆ จะทันส่งมั้ยเนี่ย

ตกลงซีดี หายจิงๆใช่มั้ยเนี่ย

sad smile
น้ามมมมมมมมมมมมมมมมม

ไอ้เราก็ลุ้นแทบตายว่าจะขออะไร

จุ๊บหรือเปล่า หรือเป็นแฟนกันไหม๊อะไรแบบนี้

ที่ไหนได้...เพื่อนสนิท =___=

โอ๊ย...คยู...หนูขอขัดใจแม่มากเลยค่ะ

ทำไมถึงทำกะฉันด้ายยยยย งื้อๆๆๆ ขัดใจอ่ะ

#4 By drakyuchi (58.137.93.130) on 2008-01-10 11:14

น้ามเว้ย
กุส์มาบ่นในนี้ได้ป่ะ
เพราะถ้าไปป่าวประกาศลงไฮไฟ
เพื่อนกุส์บางคนมันก็รุ้ไฮโกะมุงส์
แล้วมุงส์ก็คงเข้าไม่บ่อยเท่าบล็อกนี้หรอก

ตอนแรกกุส์กะจะแต่งฟิคลองดูสักครั้งอยู่หรอกนะ
แต่พอมาช่วงเวลานี้ กุส์กำลังอยู่ในภาวะ นอย อย่างแรง

รู้อะไรมั้ย อยู่ดีดีกุส์ก็โดนเพื่อน คว่ำบาตซะงั้น

สงสัยกุส์จะไปเหยียบโดนเส้นใหญ่ว่ะ แค่คนๆเดียวพาลเอาเพื่อนกุส์ฝูงหนึ่งเลือกที่จะทิ้งกุส์ ที่สำคัญไม่รู้สาเหตุด้วย ซึ้งดีมั้ยล่ะ

นี้แหละสัจธรรมของพวกใส่หน้ากากเข้าหากันล่ะ เมื่อไม่มีประโยชน์ เมื่อไม่พอใจ ก็ทิ้งมันไปซะ ทำยังกะกุส์เป็นเหาฉลาม แต่กุส์ว่ากุส์ก็หาอาหารได้เองอยู่นะ หึหึ

ตอนนี้เพื่อนมุงส์ก็เลยเป็นเป็ดน้อยในฝูงหงส์ซะงั้น
ไม่เข้าพวก

ถ้ามุงส์เห็นกุส์ไปไหนมาไหนคนเดียวก็นั่นแหละ เรื่องธรรมชาติล่ะ

แต่ก็ช่างมันเถอะ กุส์โดนบ่อย ปกติเวลาอยู่ในห้อง
ถ้าไม่ได้หวังเอาอะไรจากกุส์ไม่มีใครคิดจะคุยกะ
กุส์หรอก ออกแนวโดดเดี่ยว สังคมรังเกียจนิดนึง

สิ่งเดียวที่กุส์ภาวนาสวดมนต์ทุกวัน คือ ขอให้วันรักวันลามาถึงเร็วๆ กุส์ขี้เกียจปั่นหน้าทำเป็นไม่คิดอะไร ยอมโดนด่าฟรีๆ อีกแล้วว่ะ

ต่อหน้ากุส์พูดจาหวาดหยดเลยว่ะ แต่พอกุส์เดินออกไป กุส์นิแทบจะเละ อันว่าความนินทากาเรเหมือนเทน้ำและมุงส์

กุส์รักโรงเรียนนะเว้ย รักชีวิตการเป็นเด็กม.ปลายด้วย แต่บางทีสังคมที่กุส์อยู่ มันก็บังคับให้กุส์อยากทิ้งมันไปไกลๆว่ะ

กุส์ก็ไม่เคยคิดอยากจะอยู่คนเดียวนะ แต่อยู่กันหลายคนแล้วมันมีปัญหา กุส์ก็เลือกอยู่คนเดียวดีกว่า

ช่างมันเหอะ กุส์ชินแล้ว กุส์โดนเทบ่อย

แล้วกุส์ก็มาบ่นในบล็อกมุงส์ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกะฟิคมุงส์อีกแล้ว

กุส์มาเพิ่มคอมเม้นให้มุงส์เยอะขึ้นอีกอัน

ขอให้มุงส์คิดแบบนั้นก็แล้วกัน

#5 By linkline@linn on 2008-01-10 18:07

ลืมบอก
ว่า

ไม่ต้องไปตอบในไฮโกะ หรอกเพื่อน

อันตรายเกินไป

http://diary.yenta4.com/diary.php?linkline-linn

เจ้อัพไดอารี่แล้วล่ะ

#6 By linkline@linn on 2008-01-10 19:10

ขออนุญาตแปะก่อนค่า

เด๋วสอบเสร็จแล้วมาอ่านค่า

#7 By **@**Sulvia **@** on 2008-01-11 00:31

ว่าจะบอกนานแล้ว เพลงหน้าบล็อกเพราะดีค่ะ

เม้นแล้วที่บอร์ด เม้นอีกรอบนะ^^
เขียนยาวๆน่ะดีแล้วค่ะ จะได้แก้ความอยาก(อ่าน)ได้
ชอบเรื่องนี้มากๆอ่ะ

#8 By ::[M]ai:: on 2008-01-11 05:59

แหมมมมมมมมมมมม

แค่นี้ให้ไม่ได้จริงๆหรอหมวยยยยยย

อย่าใจร้ายหน่อยเลยน่าา

สงสารไก่น้อยอ่ะ....มินๆสนใจฮยอกมั่งดิ
》。。《“

#9 By Cholz (203.148.187.139) on 2008-01-11 07:54

โอ๊ะ เตยเห็นยูสใน smfix
ขอแอดไว้นะคะ

#10 By queen in the island on 2008-01-11 16:39

โฮกกกกกกกกกกกกกกก ยาวได้ใจ !!

ฮ่าๆๆๆ เนี่ยเปิดเข้ามาหลายทีแล้วล่ะ

แต่มันมีเรื่องให้ต้องอ่านไม่จบ


ว่าแต่ทงเฮมันไปได้น้ำขุ่นๆจริงๆนะ - -

น่ารัก แล้วก็ กวนประสาทมากด้วย

คยูนี่มันก็จริงๆเนอะ

อ่านแล้วอยากไปจับคู่นี้มามัดๆๆ ตัวติดกัน

แล้วปล่อยให้กัดกันหน่ำใจไปเลย = u =)

โอะ ๆๆ

ชอบคู่รองในเรื่องมากเหมือนกันนะ

ฮยอกมินน่ารัก น่าจะสวีทกันอีกหน่อยเนอะ *ส่งสายตาวิ้งๆ*

ซองมินพูดถึงหมวยมากไปมั้ยลูก?

สงสารไก่ตัวขาวๆข้างๆนิดส์นึง ><


ทากาเร่คุง สามารถมากๆ ตอนนึงนี่ตัดเป็น 2-3 ตอนได้เลย

ฮ่าๆๆๆ ไม่เป็นไรฮะ ชอบ !


ตกลงซีดีหาย?

จงรอรับโทษจากอาจารย์ต่อไป อาเมนนนนนน...

#11 By [ coolguy ★ ก้อย ] on 2008-01-11 17:34

มาคอมเมนท์ด้วยความรัก 555+ รักไอ้กี้จังเลย เมื่อกี้ไปใน smfix เข้าไปกดๆ ไปเรื่อยเจอชื่อน้ามอ่ะ ก็เลยเห็นว่าลงฟิคไว้เยอะเหมือนกัน

ในบล็อคนี้ก็ยังอ่านไม่หมด เดี๋ยวคอยดู รวดเดียว อ่านแล้วเคลิ้มตายแน่ๆ cry



กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อจริงๆ คู่นี้ น่ารักที่สุดๆๆๆๆๆๆ ถูกใจมากมาย คยูด๊องน่ารักเกินไปแล้วนะเนี่ย

ตอนโจรปล้นรถเมล์เนี่ย แอบลุ้นนิดนึง ก็นะ

ตอนที่ด๊องเรียกให้ไอ้กี้ช่วยนี่น่ารักมากๆ บทกี้แมนโครตตตตต

รอตอนสาม

พออ่านไป ไม่เห็นยาวเลยอ่ะ จบค้างๆ แบบนี้ไม่ยาวววววววววววว

ต่อ อยากอ่านต่อจ้า

cry

#12 By : : มิลฮี M i l H e e* on 2008-01-11 19:06

อ๊า

น่ารักมากมายเลย
กวนกันได้สุดๆจิง

สงสันซองมินยังไม่รุ้ตัวว่าไก่ชอบ
แหม่ๆๆๆ


น้องไก่งอนซะงั้น แหนะ

#13 By ''신 소에 on 2008-01-11 20:37

วิธีการปลุกของด๊องนี่แบบว่า -*-
น่ายืมมาใช้มั้งคงตื่นแบบตาสว่างดีพิลึก
แต่ก็ทำให้รักษาสํญญาได้ล่ะนะนั่น
ถึงแม้ว่าจะมาหลับต่อที่ห้องอีกก็เถอะ
โจเอ๊ยย ทำใจหน่อยนะ

สงสารก็เรื่องแผ่นซีดี ยอมรับไปดีกว่าเลยมั้ยว่าทำหาย
เพลงที่เปิดออกมาดันเป็นเพลงฮาร์ดคอร์ 55+
โดนเรียกไปดุเลยทั้ง 2 คน ><
ดีนะที่ยังไม่มีเหตุการณ์ฆ่ากันตายของ 2 คนนี้

ฮยอกเว้ยยฮยอก
สงสารก็แต่ฮยอก
มินนี่พูดถึงแต่ด๊องจริงๆ เอาน่าอดทนเข้าไว้น้า~
สักวันๆแหละ หึหึหึ

บังเอิญมาเจอกันได้อีกที่รถเมล์ อย่างกับมาสวีท?
มีโจรมาปล้นรถเมล์อีก ด๊องก็ยังซวยค่อดๆ
แต่ก็ยังด