[SF] Because of Winter :KiHae:
posted on 27 Nov 2007 22:48 by katere in SF-KiHae
“หน้าหนาวแล้วน้า..หาคนเอาไว้กอดแก้หนาวรึยังเอ่ย?”
น่าตลกเนอะ?
หน้าหนาว ก็หาเสื้อกันหนาวหนาๆซักตัวมาสวมสิ ไม่เห็นยาก!
...ทำไมจะต้องไปหาใครให้มันลำบากด้วยล่ะ?
ดวงตากลมดิ๊กใสปิ๊งปานหยาดน้ำจ้องตาแป๋วอยู่ตรงหน้า มืออวบๆเอื้อมขึ้นกระชับผ้าคลุมไหล่สีม่วงอ่อนให้แน่นเพื่อกันลมหนาว ก่อนใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบางๆยื่นเข้ามาใกล้
“ฮึ?”
“พูดเหมือนแกหาได้แล้วงั้นแหละ”
ร่างแบบบางที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน เสหน้าไปทางอื่น พรางจิบน้ำชาอุ่นๆจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีอ่อน พ่นไอร้อนๆออกมาแข่งกับไอหนาวภายนอก
“ก็ถ้าบอกว่าได้แล้วล่ะ แกคงไม่น้อยใจใช่ม้า?”
เรียวหน้าสวยถึงกับตวัดกลับเร็วแทบจะคอเคล็ด ปากบางๆอ้าค้างอย่างไม่เชื่อหู
“ล้อเล่น!”
“ไอ้บ้า! ล้อเล่นอะไรอย่างนั้นเล่า~”
วางถ้วยกระเบื้องไว้บนโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หน้าเตาผิงไฟ โดยมีเก้าอี้ขนสัตว์นุ่มวางเคียงอยู่สองตัว แล้วเอนตัวพิงพนักของมันอย่างสบายใจ
...อย่างน้อยก็ยังมีซองมินที่โสดเป็นเพื่อน...
“แต่ว่าอากาศหนาวๆแบบนี้ ถ้ามีซักคน..คอยอยู่เป็นเพื่อนนั่งมองดาวด้วยกัน คอยกุมมือเราเวลาที่มันสั่น คอยกอดเราไว้แน่นๆเวลาที่หิมะตก มันก็คงจะมีความสุขดีเนอะ? อยู่คนเดียวแบบนี้หนาวจะตาย...”
“ถ้ามีก็ดีน่ะสิ แล้วแกจะมานั่งพร่ำอยู่ทำไมวะ รู้ทั้งรู้ว่ายังงัยก็คงหาไม่เจอ”
“โหย~ ดูพูดเข้า...ก็เพราะแกไม่หานั่นแหละ มันถึงไม่เจอ!”
“ใครบอก....หาจนเหนื่อยต่างหาก....”
แววตาเศร้าๆ บ่งบอกความรู้สึกที่ถูกซ่อนอย่างไม่มิดไว้ในหัวใจดวงเล็กๆชัดเจน
เหงา...
“ทำไมทำหน้าเศร้าอย่างงั้นล่า....ทงเฮ...โหยๆ อย่าเพิ่งหมดหวังเด๊!! ฉันก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับแกนะ ดูฉันดิ่! ยังยิ้มร่าน่ารักได้เลย เห็นม้ะๆ?”
...ก็แกมันน่ารักตั้งแต่เกิดนี่ จะทำก็อะไรก็น่ารักไปซะหมด
แล้วก็ไม่ต้องมาบอกว่า ‘ตกชะตากรรมเดียวกัน’ เลยนะ
รู้อยู่แล้ว ว่าที่แกยอมโสดไม่คบใครแบบนี้..
ไม่ใช่เพราะแกหาไม่ได้
แต่เป็นเพราะแกกลัวฉันเหงาต่างหาก!
“นินทาฉันในใจอยู่ล่ะสิ อีทงเฮ...?”
ฮิๆ!..
เสียงหัวเราะดังเบาๆ ช่วยเพิ่มสีสันให้กับห้องสีครีมได้สดใสขึ้นอีกครั้ง
เห็นรอยยิ้มของทงเฮทีไร ซองมินก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้...
แม้ว่าในแววตาเศร้าๆนั้น จะมีแต่ความเดียวดาย ก็ตาม
กลางจัตุรัสแห่งมหานครนิวยอร์กที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างอาชีพ ต่างฐานะ และต่างเชื้อชาติ ลีทงเฮ หนุ่มน้อยเชื้อสายเกาหลีเดินเชื่องช้า ทอดสายตาเก็บเกี่ยวเอาภาพความสวยงามของบ้านเมืองที่ประดับประดาไปด้วยแสงไฟหลากสีสัน ทั้งจากหลอดไฟสีเหลืองอร่าม ทั้งจากป้ายโฆษณาที่แข่งกันอวดโฉมโด่นเด่นในสายตานักท่องเที่ยว
กล้องถ่ายรูปขนาดพอดีมือถูกยกขึ้นให้อยู่ในระดับสายตาหลายครั้ง นิ้วเรียวเล็กก็ตามไปกดชัตเตอร์บันทึกภาพได้อย่างต่อเนื่อง สมเป็นมืออาชีพที่แม้จะชอบถ่อมตัวว่าเป็นแค่มือสมัครเล่นอยู่เสมอๆ
ลีทงเฮ ช่างภาพฝีมือดี ที่ถูกทาบทามให้ไปเป็นช่างภาพประจำสตูดิโอชื่อดังหลายต่อหลายแห่ง หากแต่เขาก็ไม่คิดที่จะตกปากรับคำกับใครไป และยังให้เหตุผลว่า ยังอยากใช้ชีวิตเป็นอิสระ
และพอถูกคาดคั้นเอามากๆ ก็จะบอกอีกหนึ่งประโยคที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนความคิดเขาได้เลย
เป็นแค่ช่างภาพพเนจรก็มีความสุขยิ่งกว่าอะไร
‘อย่ามาพรากความสุขเล็กๆของผมไปเลยนะครับ’
ยิ่งดึก สายหิมะขาวโพลนก็โปรยปรายลงมามากขึ้น ทงเฮกระชับเสื้อโค้ทตัวใหญ่ที่ใช้ห่อหุ้มร่างกายอย่างแน่นหนา รีบสาวเท้าเมื่อเก็บเกี่ยวรูปถ่ายจนหนำใจมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะเล็กๆอันเงียบสงบที่ซึ่งเขาชอบใช้มันเป็นสถานที่ทอดอารมณ์ทิ้งไปกับช่วงเวลาสั้นๆ
สวนสาธารณะกึ่งร้างผู้คน มีเพียงดวงไฟสีขาวนวลสอง-สามดวงจากเสาไฟฟ้าสูงสาดส่องลงมา ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกับม้านั่ง พลางหยิบเอากล้องดิจิตอลในมือมากดเลื่อนดูรูปถ่ายฝีมือตัวเอง
รอยยิ้มผุดพรายขึ้นเมื่อดวงตาคู่สวยสบเข้ากับบุคคลในรูปถ่าย
ชายหนุ่มที่เขาแอบมองมานานแสนนาน...
แม้ว่าเขาคนนั้นจะไม่เคยหันกลับมามองแม้แต่นิด
ไม่เคยรู้ตัวด้วยซ้ำ ว่ามีคนเล็กๆคนหนึ่งบนโลกใบนี้ คอยเฝ้ามอง คอยติดตาม
คอยยิ้มเป็นเพื่อน เวลาที่อีกคนยิ้ม..
ความรัก...
ยิ่งวิ่งตาม ก็ยิ่งห่างไกล...
ลมหนาวไม่เคยคิดปราณีใครหน้าไหน
หิมะมักจะงดงามเวลาที่ได้มอง
ทว่า เย็นเฉียบเมื่อได้จับต้อง..
แม้ว่าสายลมเย็นเยือกที่พัดผ่านปะทะแก้มใสจนแดงช้ำ หากแต่ทงเฮก็ไม่คิดจะเดินกลับไปยังที่ๆที่อบอุ่นซึ่งเรียกว่าบ้าน แขนเรียวเล็กตวัดกอดตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หดตัวภายในเสื้อโค้ทแข่งกับความหนาว
ถ้ามีความหวัง...อุปสรรคก็เป็น แค่อุปสรรค
“หิมะตกหนักแบบนี้ ยังออกมาอีกหรือครับ?”
ประโยคแรกที่เขาเฝ้ารอมันมานับปี ในที่สุดก็ได้ฟังมันเสียที
ใบหน้าเรียวเล็กโงขึ้นจากที่ซุกอยู่กับอกขึ้นสบตากับชายหนุ่มร่างสูง
“คุณนี่ก็แปลก หนาวอย่างนี้ ทนได้งัยกันนะ”
“คือ...ผะ...ผม......” หนาวกว่านี้ก็เคยเจอะเจอมาแล้ว แต่กลับไม่เคยรู้สึกว่าริมฝีปากมันแข็งทื่อขนาดนี้มาก่อน “ผมชอบที่นี่”
บนหน้าหล่อคมภายใต้แสงไฟสลัวส่งรอยยิ้มเป็นมิตรมาให้ ก่อนจะถือวิสาสะทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ออกปากชวน ทำเอาร่างบางกระตุกวูบเพราะคิดไม่ถึง
“ชอบขนาดที่ว่า ต้องมานั่งตากหิมะก็ทนได้อย่างนั้นเหรอ?”
พวงแก้มใสขึ้นสีแดงเรื่ออย่างช่วยไม่ได้...ขอบคุณ เสาไฟสามต้นนั้นที่ดวงไฟแตกหมด เลยทำให้แสงสว่างมีไม่เพียงพอที่จะฟ้องให้อีกคนรับรู้ได้ถึงอาการแปลกๆ และสีที่ขึ้นหน้าแบบนี้
ชอบ...
ชอบมากๆ
แม้พายุหิมะจะกระหน่ำ ผมก็จะมารอคุณที่นี่
“ดูคุณไม่ค่อยไว้ใจผมเลยนะ เรามาทำความรู้จักกันหน่อยมั๊ย? เผื่อว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกดีๆกับผมบ้าง ผม..คิมคิบอมครับ เรียกคิบอมก็ได้”
....ถึงเราไม่รู้จักกัน ฉันก็มีความรู้สึกดีๆให้นายจนเปี่ยมล้นอยู่แล้ว คิบอม...คิมคิบอม....
“ทงเฮ.....ลี..ทง...เฮ”
ไม่ได้ตั้งใจจะย้ำทีละพยางค์อย่างนั้น แต่ทงเฮก็ไม่อาจหยั่งรู้สาเหตุที่ทำให้ปากเย็นเฉียบจนเหน็บกินอย่างที่เขากำลังเป็นอยู่
หนาว....หรือ ตื่นเต้นกันแน่??
“ทำไมคุณถึงชอบที่นี่เหรอ? ผมสังเกตเห็นคุณมาทุกวันเลย”
สังเกต..งั้นเหรอ?!
ทงเฮรู้สึกถึงความร้อนภายในตัวที่ถูกสูบจนพลุ่งพล่านไปหมด
ที่คิดว่าตัวเองเป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
ที่คิดว่า ในสายตาของคนๆนี้ ไม่เคยมีเงาตัวเองอยู่
ที่คิดไว้ทั้งหมด...ก็เพิ่งประจักษ์วันนี้นี่เอง
ว่ามันก็แค่ความคิดของเขาคนเดียวเท่านั้น
ปิดตาตัวเองจนมองไม่เห็น
ปิดหูตัวเองจนไม่เคยรับรู้
ปิดกั้นตัวเอง...อยู่ตลอดเวลา
ที่บอกว่าเหนื่อย...ที่จริง ก็เหนื่อยเพราะมัวแต่ปิด....
“จะว่าวิวที่นี่สวย สำหรับผมมัน..ธรรมดามากๆเลยนะ จะว่าช่างภาพอย่างคุณชอบก็คงจะไม่ใช่...ใช่มั๊ย?”
“อากาศดี?? ที่นี่มันออกจะดูเวิ้งว้าง หรือว่าคุณชอบ?”
ใบหน้าคมเข้มที่ทอดสายตามองออกไปข้างหน้าอยู่เนิ่นนานหันกลับมาจ้องตากับคนข้างๆที่แอบมองเสี้ยวหน้าจากด้านข้างมาได้ซักพักแล้ว
“ไว้...ผมเก็บไว้ตอบคุณวันหลังได้รึเปล่า?”
“หืม?”
คิบอมยิ้มรับ ไม่ได้ถามคำถามอะไรออกไปอีก
คำถามของคิบอมไม่ได้ยากอะไร...เพียงแค่เขาไม่อยากตอบ
อยากเก็บไว้ตอบวันหลัง...จะได้มีเรื่องคุยเวลาเจอกัน
และมันก็เป็นสัญญาที่ดี ที่บอกเป็นนัยๆ ว่าเราสองคนจะได้พบกันอีก
ละอองไอน้ำเกาะพราวบนกระจกใสที่กั้นระหว่างดวงตาสวยกับภาพหิมะสีขาวโพลนที่ร่วงหล่นมาปกคลุมหลังคาบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง
รอยยิ้มที่บอกลาและเดินจากไปนานโข กลับมาทักทายและเปิดประตูเป็นเจ้าบ้านใบหน้าหวานอีกครั้ง
แผ่นหลังของคิบอมที่หันหลังเดินกลับไปหลังจากอุตส่าห์เดินเป็นเพื่อนมาส่งเขาจนถึงบ้าน
รอยยิ้มที่เจ้าตัวยิ้มจนแก้มแทบแตก
เสี้ยวหน้าที่หันกลับมาเพื่อโบกมือลาให้อย่างอาลัยอาวรณ์
ยังคงชัดเจนอยู่ในความรู้สึก
((RrrrrrrrrRrrrrrrrrr))
เสียงเครื่องมือสื่อสารดังขึ้นขัด ร่างบางสะดุ้งเพียงนิด แล้วก็เดินไปหยิบมันจากหัวเตียงมากดรับ
แม้ว่าเบอร์ที่โชว์ขึ้นมา จะไม่คุ้นตา
“สวัสดีครับ”
((หวัดดีครับ ทงเฮ))
..คิบอม!..
หัวใจดวงเล็กๆแทบปริแตกแค่ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มที่รอดมาทางปลายสาย มือบางยันขอบเตียงสีน้ำตาลอ่อนเอาไว้ แล้วค่อยหย่อนก้นลงนั่ง
“ดี...คิบอม”
((ผมคงไม่ได้โทรมารบกวนเวลาพักผ่อนของคุณใช่มั๊ย?))
“ไม่หนิ่…..”
((อืม...?? คุณง่วงรึยัง ทงเฮ))
“ยัง........~”
แผ่นหลังบางเอนลงพิงหัวเตียงโดยมีหมอนใบเล็กหนุนเอาไว้ โดยที่มืออีกข้างกุมแน่นอยู่ที่อกข้างซ้าย รู้สึกถึงแรงเต้นตุ่บๆ ที่ดังไม่เป็นจังหวะ ถ้าผิวกายเบาบางเหมือนเส้นใยฝ้าย ป่านนี้เจ้าก้อนกลมๆเท่ากำปั้นนั่นคงได้กระดอนมานอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงก็เป็นได้
((แต่ดูคุณไม่ค่อยอยากคุยกับผมเลยนะ..))
“ไม่! ไม่!” ตอบกลับจนคล้ายตะโกนใส่เพราะกลัวว่าสัญญาณว่างเปล่าของโทรศัพท์จะดังแทนเสียงนุ่มๆของคนๆนี้ไปเสียก่อน
((แล้วทำไมคุณถึงเงียบล่ะครับ))
“กะ...ก็ ไม่รู้จะคุยอะไร...คิบอมเริ่มก่อนสิ”
อยากจะตบปากตัวเองให้แตกเลยเชียว...เป็นบ้าอะไรนะ ถึงได้ไปเรียกแต่ชื่อเขาโดยไร้สรรพนามนำหน้าแบบนั้น...มันจะดูเสียมารยาทมากมั๊ยนะ?
((เรื่องอะไรก็ได้ ทงเฮพูดมาเถอะ แค่ได้ยินเสียงทงเฮ ผมก็หลับฝันดีแล้ว))
หูไม่ได้ฝาดไปใช่มั๊ย?
หรือว่ามันจะเป็นความฝัน!
ลัลลัลลา~ล้าลา~
ปากบางฮัมเพลงเบาๆอย่างมีความสุข ที่ถึงแม้ไม่ได้ออกเสียงหวานๆเป็นท่วงทำนองคลอไปกับสายลมอย่างนั้น ใครที่ผ่านมาเห็นก็ดูออก..ว่าคนๆนี้กำลังสุขใจ
ก็รอยยิ้มที่แพ็คคู่มากับเรียวหน้าสวยหวานปานหญิงสาวนั่นนะสิ
มันฟ้องออกมาทุกกระเบียดนิ้ว
“แค่กๆ!!”
ซองมินทักทายเพื่อนซี้ด้วยเสียงกระแอมไอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รอยยิ้มจางๆนั้นหายไปไหนได้เลย
“เป็นอะไร ฟักทองติดคอเหรอ?”
“สำลักความรัก ตลบอบอวลไปทั้งห้องแล้ว!!”
ทงเฮก็แค่ยิ้มให้เพื่อนตัวอวบ แล้วก็กลับมายิ้มให้ตัวเอง มือบางยังคงวุ่นกับการแปะรูปถ่ายฝีมือตัวเองไปทั่วทั้งผนังห้อง ที่เจ้าของเปลี่ยนสถานะจากห้องนั่งเล่นมาเป็นแกลเลอรี่ส่วนตัวเล็กๆ
ซองมินได้แต่ยืนกอดอกส่ายหัว
...ไม่รู้ว่าไอ้หน้าหล่อในรูปนี่มันมีดียังงัยน้า? เพื่อนของเขาถึงได้หลงนักหลงหนา...
ถามในใจและคำตอบที่ได้รับก็คือรอยยิ้มแก้มป่องจากคนในกรอบรูปทั่วห้อง
“ทงเฮวันนี้หิมะจะตกหนักกว่าทุกวันนะ ทางที่ดีอย่าออกไปไหน อยู่กับบ้าน....เดี๋ยวเป็นหวัดเอา”
กระต่ายน้อยทำหน้าดุออกคำสั่งคนตัวเล็กที่เขาเดาได้อยู่แล้วว่าถึงจะเตือนไปอย่างนั้น คนหัวแข็งก็ไม่เชื่ออยู่ดี
“นายนั่นคงไม่ออกไปที่นั่นตอนที่หิมะตกหนักๆแบบนี้หรอก”
“รู้ได้งัย?”
ทงเฮยิ้มหน้าแป้น ย้อนถามเพื่อนทีเล่นทีจริง
“ไม่สนล่ะ ยังงัยวันนี้แกก็ต้องอยู่บ้าน ห้ามออกไปไหน!! ถ้านายไม่สบายขึ้นมา ฉันจะ...ฉันจะไม่ดูแลแกเลยคอยดู ปล่อยให้ร้องไห้ขี้มูกโป่ง!”
“แกทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”
“งั้นวันนี้ฉันจะอยู่กับแก แกจะได้ออกไปไหนไม่ได้!!”
บอกกล่าวเสียงเย็นเฉียบ ส่งผลให้หน้าสวยๆที่รับฟังงอง้ำ
“ฉันไม่ออกไปหรอก แกกลับบ้านไปเถอะ”
“ให้ฉันเชื่อแกได้อีกเหรอ?”
“ก็แค่ล้อเล่นเอง อา...สัญญาๆ วันนี้จะอยู่แต่บ้าน”
ซองมินจ้องหน้าทงเฮกลับอย่างไม่ค่อยไว้ใจเสียเต็มร้อย ...หน้าซื่อๆ แต่ข้างในอาจจะไม่ซื่อก็ได้...ยิ่งกับคนรั้นๆอย่างเพื่อนเขาคนนี้ด้วยแล้ว
แต่ทำไมกันนะ ก็แค่ตาแป๋วๆหนึ่งคู่ที่ส่งมาออดอ้อนมันถึงได้มีอิทธิพลต่อเขามากขนาดนั้น
ถึงกับต้องยอมใจอ่อนทุกที
“สัญญาแน่นา~?”
“แน่ซี่!”
“อ้ะ! รักษาสัญญาด้วยนะ!”
ใจก็ไม่ได้อยากจะไปรับคำสัญญาของปลาน้อยจอมลื่นไหลอย่างทงเฮเลยจริงๆ แต่นิ้วก้อยก็ดันทรยศไปเกี่ยวเข้ากับนิ้วก้อยของอีกคนจนได้
“โอเค!”
ซองมินยอมยืนนิ่งๆให้เพื่อนตัวเล็กพันผ้าคอผืนหนาให้ ทงเฮยิ้มกว้างบอกว่าเสร็จแล้ว
“กลับบ้านดีๆนะ”
“แกก็ดูแลตัวเองดีๆด้วย อยู่บ้านคนเดียว อย่าให้ใครปีนเข้ามานะ”
มือเล็กๆถูกส่งขึ้นมาโบกหน้าชื่นตาบาน มันออกแนวดีใจเหมือนเด็กโดนคุณแม่ปล่อยในสวนสนุก!
แต่กระนั้น ซองมินก็ยอมเดินออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เอาน่า..ถ้าป่วยก็เดี๋ยวมาหยอดข้าวต้มให้ละกัน
“ซ..ซองมิน!”
ตัดสินใจอยู่นานกว่าจะเลือกที่จะเรียกเพื่อนเอาไว้
“อะไร?”
“อืม....หนาวแล้ว ถ้าแกอยากมีคนมากอดให้อุ่น....ฉันก็ไม่ว่านะ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะน้อยใจด้วย”
คิ้วบางขมวดติดกัน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกลับไป เมื่อร่างเล็กๆโบกมือให้สองสามที แล้วก็วิ่งแจ้นเข้าบ้าน
พูดแบบนั้น...
มันก็เหมือนเป็นกุญแจเบิกทาง
ให้อิสระทั้งกับซองมิน
แล้วก็กับตัวเอง........โดยที่ทงเฮเองก็อาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
เสียงเจื้อยแจ้วของนักข่าวช่วงพยากรณ์อากาศดังกล่อมเฟอร์นิเจอร์ไม้ในห้องเล็กๆสีอุ่นๆ หากแต่ไม่ได้เข้าหูร่างบางที่นั่งมุดผ้าห่มอยู่บนโซฟาเลยซักนิด
เสียงลมหวีดหวิวรุนแรงที่ดังรอดเข้ามา ก็พอจะเดาได้ว่าสภาพอากาศข้างนอกเป็นอย่างไร...ทำไมจะต้องมาพูดย้ำด้วยก็ไม่รู้....
แขนเล็กๆ รั้งผ้าห่มผืนหนามากกกอดไว้พลางกอดตัวเองพลาง ความอุ่นจากฮีทเตอร์ และไอร้อนๆจากเตาผิงไฟไม่ได้ช่วยทำให้อุณหภูมิที่ลดต่ำจนเกือบจะเป็นศูนย์สูงขึ้นเลยแม้เพียง 1 องศาเซลเซียส
หนาว....ไปถึงกระดูก
เหงา...ไปถึงขั้วหัวใจ
เคว้งคว้าง....เหมือนยืนอยู่ท่ามกลางหุบเขาแห่งหิมะ ทั้งที่ก็ถูกรายล้อมไปด้วยความอบอุ่น
ก็มันไม่ได้หนาวกาย...แต่กำลังหนาวใจ
ทอดมองไปยังโทรศัพท์เครื่องจิ๋วที่นอนอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ย แต่เขาก็ไม่ได้มีพลังจิตพอที่จะทำให้มันมีสายเข้า เจ้ามือถือคู่จึงนอนต่ออย่างสบายใจ ต่างกับเจ้าของโดยสิ้นเชิง
ทงเฮไม่ได้ปล่อยให้มันนอนง่ายๆอย่างที่คิด เขาคว้ามันมาพร้อมๆกับคว้าเอาเสื้อโค้ทเนื้อหนาแล้ววิ่งออกจากบ้าน
...ทั้งๆที่ก็สัญญากับซองมินไว้แล้ว และเขาก็รักษามันไม่ได้อย่างเคย...
ไม่เคยรู้ว่าที่แห่งนี้จะตั้งอยู่ไกลจากบ้านของเขาแค่ไหนกัน กี่กิโลเมตร กี่ถนน
รู้แค่เพียงเขาวิ่งมาถึงที่นี่แล้ว
ที่เดิมๆที่เขาสองคนมักจะพบกัน
และมันก็เป็นอย่างนั้นเสมอ
ร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งท่ามกลางสายหิมะที่ตกหนักจนบดบังทัศนียภาพ ทว่าสำหรับทงเฮมันกลับแจ่มชัดจนไม่น่าเชื่อ ทงเฮก้าวเท้าเข้าไปอีกหนึ่งก้าว...ช้าๆ
คิบอมยังมาที่นี่ทุกวัน
“คิ...คิบอม....”
เจ้าของชื่อหันกลับมา บนใบหน้าหล่อเหลายังคงมีรอยยิ้มอยู่เป็นเพื่อนสนิท
“คิดว่าคุณจะไม่มา...”
“ต้องมาสิ ก็ฉันชอบที่นี่”
คิบอมมองร่างเล็กที่สั่นเทาอยู่เบื้องหน้า
“หนาวเหรอ?”
“ไม่หรอก........”
คนตัวเล็กส่ายหัวโคลง ยังไม่ทันที่จะได้เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกคน เรือนร่างแบบบางก็ถูกรั้งให้ไปอยู่ในอ้อมกอด หัวเล็กๆจมลงสู่อกกว้างในทันที
ความอบอุ่น...มันเป็นอย่างนี้เอง ทงเฮเพิ่งจะรู้
ท่อนแขนแข็งแรงไม่ได้กอดรัดจนรู้สึกอึดอัด ตรงกันข้ามมันกลับดึงดูดให้เขาต้องกอดกลับไป และอยากจะอยู่ในวงแขนนั้นนานเท่านาน
“มีใครเคยบอกรึเปล่า? เวลาอากาศหนาวๆต้องหาใครซักคนไว้กอดให้หายหนาว”
กระซิบเบาๆทั้งยังไม่ละอ้อมแขนอุ่น
ทงเฮพยายามผงกหัวแทนคำพูด แม้รู้ว่าถึงทำไปคนตัวสูงก็อาจไม่รู้
“หายหนาวรึยัง?”
“อืมม์”
“ปล่อยได้รึยัง”
เรียวแขนเล็กยิ่งกระชับแน่น ใบหน้าหวานซุกซบเข้ากับอกกว้างมากกว่าเดิม “ยัง”
คิบอมกอดทงเฮอยู่อย่างนั้น ไม่รู้นานเท่าไหร่
รู้แค่เพียง....นาฬิกาของคิมคิบอม มันตายไปแล้ว
ทงเฮเป็นฝ่ายผละออกเองทั้งที่ใจยังคงเพรียกหาแต่ความอบอุ่นอวลหัวใจไม่เลิกรา
ทั้งคู่เงียบกันไปพักใหญ่ จนกระทั่งเป็นคิบอมที่เลือกจะทำลายความวังเวงพวกนั้น
“ทงเฮ จริงๆคุณไม่น่าออกมาเลย หิมะตกหนักมากๆเลยนะ”
“รู้~”
มือหนาเอื้อมมาดึงฮู้ทด้านหลังของทงเฮแล้วสวมมันลงบนหัวทุยที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มผมสีดำสนิท
“รู้แล้วก็ยังดื้อ”
“ไม่เอานะ กลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวผมไปส่ง”
เดาใจยากจังเลยนะ
เจอหน้ากัน บอก ‘คิดว่าจะไม่มา’
แต่ทีจะไล่ ก็ไล่กันง่ายๆ แบบนี้
ตลอดทางเดินกลับบ้าน ทงเฮพร่ำอธิษฐาน ‘ไม่อยากให้ถึง’ แต่ฟากฟ้าคงไม่ได้เห็นใจเขาซักนิด เมื่อปลายเท้าสองคู่มาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูสีอิฐ คิบอมยังคงไม่ปล่อยจากมือนุ่มนิ่มของเขา และตัวเขาก็ไม่ได้คิดจะทักท้วงอะไร
“คืนนี้ ผมโทรหาทงเฮได้มั๊ย?”
แววตาคมๆที่ส่งมาประสบพบกับดวงตากลม บอกความรู้สึกบางอย่างกับเขา
ทว่าทงเฮไม่กล้าที่จะแปลความหมายมัน
“อื้ม...จะรอนะ”
ทงเฮรู้สึกว่าปากตัวเองชักจะพูดเร็วกว่าสมองนึกคิด
“ทงเฮ”
“หืม?”
“ฝันดีนะครับ จุ๊บ~”
โดยที่ไม่ตั้งตัว ริมฝีปากอุ่นก็ประทับลงบนหน้าผากเนียน แค่จุมพิตเบาๆแต่ทงเฮกลับรู้สึกไปถึงหัวใจ
“อะ...อือ....เช่น..ก...กัน...”
ทงเฮไม่คิดว่าตัวเองจะกลับไปเป็นเด็กติดอ่าง แต่ก็เป็นไปเสียแล้ว
เขามองตามแผ่นหลังกว้างของคิบอมไปจนลับสายตา
.....ยังจะเชื่อได้มั๊ย? ว่านี่คือความจริง?.....
“ไอ้ทงเฮ!!!! ฉันบอกแกแล้วใช่ม้ายยยย?? ว่าไม่ให้ออกไปข้างนอกน่ะ โอ๊ยยยยย!! ประสาทจะกิน”
ต้องให้บอกมั๊ย? ว่าเสียงแหลมลั่นบ้านเนี่ย มันเป็นของใคร
เดากันได้ใช่มั๊ย?
ซองมินวิ่งโร่หน้าตั้งเข้ามาในห้องนอนของเพื่อนสนิท บนเตียงนุ่มสีคาราเมลมีร่างแบบบางนอนคุดคู้อยู่เหลือแค่หัวที่โผล่พ้นขอบผ้านวมหนาเท่านั้น หลังมืออวบๆใช้ต่างเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้แล้วก็รู้ได้ทันที
ว่าเพื่อนตัวดีก่อเรื่องอีกแล้ว!!
“ซองมิน~ ขอโทษน้า~”
“ไอ้บ้าเอ๊ย! แกนี่มันรั้นหัวตะปูเลยจริงๆ ให้ตายสิ” ทุบกำปั้นจนที่นอนยวบ ก่อนจะตวัดหน้ากลับมาจ้องคนป่วยเขม็ง “นายเนี่ย จริงๆเล้ย!”
ไอ้ที่จะด่าให้เข็ดซักหน่อย เห็นทีก็ทำไม่ลงเหมือนเคย
แกนี่มัน เอาวิชามารหน้าเจี๋ยมเจี้ยม มาจากไหนวะ?
“ก็อยู่บ้านมันหนาว”
“แล้วออกไปข้างนอกมันอุ่นนักรึงัย?”
“อื้มม์”
“ว่างัยนะ”
ลีทงเฮล่ะอยากจะย้ำซักร้อยหน เอาให้จำขึ้นใจไปเลย
ว่าออกไปข้างนอกน่ะ อุ่นว่าอยู่ในบ้านเป็นไหนๆ
หัวเล็กๆพยักลงอีกรอบ ย้ำว่าฟังไม่ผิดนั่นแหละ
“ป่วยจนเพี้ยนรึงัย?”
“อื้อ!”
ส่ายหัวปฏิเสธทันควัน
“ข้างนอก อุ่นกว่าในนี้จริงๆนะ”
“เพี้ยนๆๆๆ ไม่ต้องมาเถียงเลยนะ ถ้าอุ่นกว่าจริงแล้วแกจะกลับมานอนซมให้ฉันดูแลอย่างงี้ทำไมล่ะ?”
((ปิ๊งป่อง!))
“ใครมาอีกล่ะ?”
“ไม่รู้”
ซองมินย่นจมูกแทนเครื่องหมายคำถาม ก่อนจะลุกออกไปทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านแทนคนตัวเล็ก
“พวกมาทวงหนี้มั้ง”
“เชื่อเลย...คนที่ใช้เงินแทบไม่เป็นอย่างแกคงจะมีหรอกมั้ง เจ้าหนี้น่ะ”
ฮิๆ!
ท่าทางกระฟัดหระเฟียดของซองมินเรียกเสียงหัวเราะแหบๆทว่าสดใสนั้นได้อย่างดี ทงเฮนอนมองกรอบประตูไม้โอ๊คที่ปิดเบาๆเมื่อลับร่างของซองมินไปแล้ว เหลือบตามองโทรศัพท์เครื่องจิ๋วตัวการที่เขาต้องมาหมดสภาพแบบนี้
แอ๊ด!
ร่างบางที่นั่งมองนั่นมองนี่เสียจนเบื่อ เพราะเพื่อนรักหายไปนานเกินรอ เลยมุดหัวนอนเอาแรงอีกหน่อย มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่เตียงยวบลงเบาๆเพราะน้ำหนักจากผู้มาเยือน
ซองมินคงเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้
ทงเฮที่ก็ไม่ได้มีนิสัยงอแงมากมายอะไรอยู่แล้ว ยิ่งถ้ากับซองมินยิ่งไม่เค๊ย ไม่เคยแสดงนิสัยเสียออกไป พลิกตัวขึ้นมาเป็นนอนหงาย เปลือกตายังคงหลับพริ้มเพราะมันหนักเกินกว่าจะเปิด
ไม่มีสัมผัสเย็นๆจากน้ำอุ่นๆอย่างที่คิด
กลับกลายเป็นสัมผัสอุ่นๆจากมือเย็นๆแทน ที่กำลังเกลี่ยปอยผมบางๆที่ตกระหน้า
ขนตาแพสวยกระดิกถี่ๆ ไม่นานเปลือกตาทั้งหมดก็เปิดออก
“คิบอม!”
“ครับ ผมเอง”
“มะ....มาได้งัย?”
จรลีลุกขึ้นแทบไม่ทัน ทั้งตกใจ ทั้งอายในสภาพหัวฟูๆเวลาตื่นนอนจนไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ไหนแล้ว
แต่คิบอมทำเพียงแค่ยิ้ม ไม่สิ...ไม่ใช่แค่นั้น เขากำลังหัวเราะเบาๆด้วย
“หัวเราะอะไร?”
“ทงเฮ...”
คิบอมกลั้นหัวเราะ แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาแป๋วอีกครั้ง
“อะ...อะไร?”
“เมื่อกี๊ ตอนผมเข้ามา....”
“อ้ะ!! คุณ!! คุณเห็น!”
“อืม....”
ตายแล้ว!!! ไอ้ซองมิน
รู้ทั้งรู้ว่าคนๆนี้เป็นคนๆเดียวกับที่เพื่อนรักที่ชื่อลีทงเฮชอบแอบถ่ายรูป ไม่พอยังคิดอุตริเอามาแปะไว้เต็มห้องนั่งเล่นอีก แล้วก็ยังจะยอมให้เข้ามา
อย่างงี้มันเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดกันชัดๆ
“ผมไม่ใช่ดารานะ...แล้วคุณก็ไม่ใช่ปาปารัซซี่....”
“ฉัน...ไม่ได้ตั้งใจ....”
“คุณเนี่ย...น่ารักจังเลยนะครับ”
“อะไรนะ?”
“น่ารัก”
ไม่พูดเปล่า เจ้าคนหน้าหล่อยังยื่นอาวุธประจำตัว ก็ไอ้หน้าหล่อๆนั่นแหละ เข้ามาประชิดอีก พร้อมกับเอ่ยคำสั้นๆ แต่ทำเอาคนตัวเล็กแทบจะอยากมุดหัวลงใต้เตียง
ก็ไม่อยากให้เห็นนิ่...ว่าแก้มแดงแข่งกะตูดลิงได้แล้ว!!
“ทงเฮ...”
อะไร? อยากเป็นอาบังขายโรตีรึงัย
....ฉันกำลังจะเป็นโรตีแล้วนะ!....
“ผมยังอยากรู้คำตอบ”
“คำตอบ?”
พยักหน้า ตาคมๆจ้องลึกลงในดวงตาคู่สวย เอาสิ..มาจ้องตาคนเพิ่งตื่นแบบนี้ เดี๋ยวก็ได้ขี้ตาไปเป็นของแถมหรอก “คำตอบที่ผมถามคุณวันแรก....ที่เราคุยกัน”
“เอ่อ.....ฉัน...ลืมไปแล้ว...”
“คุณชอบผมรึเปล่า? คำถามนี้แหละ”
“ไม่ใช่หนิ่”
“ใช่สิ...”
พอเห็นอีกฝ่ายเอาแต่หลบหน้างุด ก็ยิ่งได้ใจ โน้มหน้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบชิด
“ว่างัยครับ จะผิดคำพูดเหรอ?”
“.......ฉันตอบไม่ได้หรอกนะ.........”
มือหนายกขึ้นแตะพวงแก้มใส ริมฝีปากหยักสวยตามไปกระซิบที่ข้างหู
“ถ้าคุณถามผม...ผมจะตอบว่าชอบ...เพราะผมชอบคุณ ลีทงเฮ”
เชยคางอีกขึ้นมารับจูบที่บรรจงมอบให้อย่างแผ่วเบา ถ้าหากทงเฮยังได้ยินไม่ชัด...เขาก็จะย้ำให้อีกที
เอาให้ชัดๆ...จนจำขึ้นใจ....
ความอุ่นปนชื้นค่อยๆเข้าและเล็มกลีบปากที่แห้งปากเพราะพิษไข้ ย้ำๆซ้ำไปซ้ำมาจนชุ่มฉ่ำก่อนจะส่งเรียวลิ้นเข้าไปควานหาความหอมหวานที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน คนตัวเล็กที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ยังคงเก้ๆกังๆมือไม้วางระเกะระกะไปทั่ว จนคิบอมต้องกุมมือนุ่มนิ่มให้แนบไว้กับอกกว้าง แล้วเปลี่ยนมารั้งท้ายทอยเบาๆให้รับรสจูบอย่างดูดดื่ม
“แล้ว...ทงเฮ ไม่คิดจะบอกผมบ้างเหรอ?”
“อืม...” พยักหน้าหงึกหงักหงึกหงัก แล้วจะเอาคำตอบมาจากตรงไหนนะ?
“อืมอะไร?”
“ถามคิบอมบ้าง ได้รึเปล่า?” เปลี่ยนเรื่องเสียเฉยๆ
“ว่ามาเลยครับ?” แต่คิบอมก็ไม่ได้คิดจะขัดใจ
“นาย...คุณ..”
“นายน่ะดีแล้ว”
พอเริ่มมั่นใจที่จะให้ความสนิทสนมกับคนๆนี้มากขึ้น ทงเฮก็เริ่มสบายใจ
“นาย...มองฉันนานรึยัง”
กว่าจะถามออกไปได้ คิบอมก็แทบจะขาดอากาศหายใจตาย
“หืม?”
“หมายถึง......ก่อนที่จะคุยกัน นาย...มองฉันนานรึยัง?”
“ครั้งแรก..ที่ทงเฮไปที่สวนสาธารณะนั่นแหละ” ตอบทันควัน ก็ไม่ได้อยากจะนอกเรื่องนี่นา..เสียเวลารักกัน จริงมั๊ย?
“จริงเหรอ?”
“แล้ว...” กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เพิ่งจะเคยหน้าด้านก็วันนี้แหละ!
“ทำไม...วันนั้น...ถึงเข้ามาคุยกับฉันล่ะ?”
“ไว้ตอบวันหลังนะ!”
“ห้ะ?”
ทงเฮอึ้งย้งไปเกือบ 2 วิ. แต่ก็ต้องร้อนวาบไปทั้งร่างอีกครั้ง เมื่อมอร์นิ่งคิสถูกมอบให้...นุ่มนวล
“อะแฮ่ม!! ฉันไม่อยากคอยเช็ดตัวให้คนป่วยสองคนหรอกนะ!!”
....ที่แท้ มันบอกให้เราไปหา เพราะมันหาได้แล้วนี่เอง ชิ!
"...อย่าไป ค้นหา ความรัก
ปล่อยให้ความรัก ค้นพบ คุณเอง
นั่นแหละถึงจะเรียกว่า ตกหลุมรัก
เพราะคุณไม่ได้ บังคับ ตัวคุณให้เป็นไป
แต่มัน เป็นไป ด้วยตัวมันเอง..."
“แอบบอกกับคนอ่านก่อนได้มั๊ยหง่ะ? ว่าเพราะอะไร ผมถึงตัดสินใจไปทักทงเฮวันนั้น???”
“เพราะอะไรน่ะเหรอ?”
“เพราะอากาศมันหนาวงัยครับ!!”
The end*
กา-เท่-เร่'s talk :: เย่!! ((เพื่อ?)) ฮี่ๆ มันเอามาลงอีกแล้ว
ฟิคคลอดมาตรึม ..คนอ่านอ่านไม่ทันแล้วเหอะ!!
ฟิคเรื่องนี้ต้อนรับ (?!) ลมหนาว วู้วววว บ้านเราหน๊าวหนาวแหละ
สั่นๆๆๆ หนาวเหน็บๆๆๆ ก็เลยกลายมาเป็นฟิค ไม่เกี่ยวชิมิ??
แต่ว่าอยากลงจริงๆนะ
คิเฮ๊ คิเฮ เหอะ เมื่อวันก่อนๆ น้ามยังพีคกยูเฮอยู่เรย
วันนี้มา คิเฮ แล้วหง่ะ งงกันป่ะ?
เอาเถ๊อะ อย่างงเลยนะ
ปล. โดยส่วนตัวชอบๆๆๆ เรื่องนี้นะ (วันนี้แอกโค่บ่อยวุ๊ย - -a)
ปล2. รักๆๆๆๆ คนอ่าน โคตรรักๆๆๆๆคนเม้น
ปล3. รักๆๆๆๆๆ คิเฮ & กยูเฮ =)
ปล4. สำคัญ!! เรื่องนี้ปั่นตั้งแต่ บ่าย 2 ยัน 3 ทุ่มค้าบ ฮี่ๆ
ฟิคร้อนๆจากเตาเลยนะนี่ ^^
edit @ 1 Dec 2007 20:33:23 by กา-เท่-เร่
![[ หน้าบ้าน]](http://img224.imageshack.us/img224/993/mylink06mp6.jpg)
![[ + ห้องนั่งเล่นของกาเท่เร่ ]](http://img224.imageshack.us/img224/2691/mylink01uv4.jpg)
![[ + ไฮไฟของน้าม ]](http://img224.imageshack.us/img224/2468/mylink03xn7.jpg)
![[ + บล็อกฟิคคยูเฮ]](http://img146.imageshack.us/img146/9824/mylink12lj2.jpg)
![[ ไอดีของกาเท่เร่]](http://img224.imageshack.us/img224/6712/mylink07ah1.jpg)
![[ + บล็อกอิลิ้งค์ ]](http://img224.imageshack.us/img224/1165/mylink02kv7.jpg)
![[ + ไฮโกะของหนิง ]](http://img337.imageshack.us/img337/6716/mylink04op5.jpg)
![[ + ไฮไฟของอีฟ ]](http://img224.imageshack.us/img224/2826/mylink05ja0.jpg)
![[ + คนรักฟิคชั่น ]](http://img525.imageshack.us/img525/1350/mylink08aj9.jpg)
![[ + ดินแดนใต้ดิน]](http://img224.imageshack.us/img224/7627/mylink09hd6.jpg)
![[ + Space]](http://img80.imageshack.us/img80/2805/mylink10bu3.jpg)
![[ + 4 Donghae ]](http://img221.imageshack.us/img221/5053/mylink11wf4.jpg)
แต่ยังหมั่นติดตามอยู่เน้อ
#1 By Chocolate Emotion on 2007-11-28 13:08