[FIC] 1 become 2 ::5::

posted on 18 Nov 2007 22:49 by katere  in Fic-1become2

: Part 5 :

 

 

 

“วู้วววว!!! คิบอมยืนดิ ลุกขึ้นๆ ย้าฮู้วววว!!!”
ซึงเฮยืดแขนขึ้นจนสุด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงท้าสายลมที่กระทบหน้าแรงๆเวลาที่ไวกิ้งเคลื่อนถึงจุดสูงสุดแล้วไถลลงมา เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนกระพือพัดไปด้านหลังตามแรงลม เจ้าตัวกรีดเสียงลั่นด้วยความสนุกสนานปนหวาดเสียว กระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะดึงคิบอมให้เข้ามามีอารมณ์ร่วมอีกคน โดยที่หารู้ไม่ว่า..หนุ่มผิวเข้ม จอมเก็กน่ะ ลมใกล้จะจับอยู่ร่อแร่อยู่แล้ว


“หัวใจก็ยังเต้นอยู่นะ” มือเล็กๆแตะบนหน้าอกซ้ายที่กระเพื่อมขึ้นลงเพราะกำลังหอบหายใจ ใบหน้าแดงก่ำถูกซ่อนไว้ภายใต้เส้นผมสีดำสนิทที่ตกลงมาเนื่องจากเขางอตัวลงต่ำ

“คิดว่าเป็นท่อนไม้ซะอีก” คนตัวเล็กไม่เลิกกระแนะกระแหน

แฮ่ก...

“อะไรน่ะ แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอ ไม่แมนเอาซะเลย เฮ้ย!!!”

ชักมือออกมายันอกคนตัวโตที่อยู่ๆก็ทำท่าผะอืดผะอมเหมือนจะอาเจียนไว้ได้ทันเวลา ขาเรียวกระโดดโหยงถอยหลังไปก้าวใหญ่

ซักพักอาการของคิบอมก็เริ่มดีขึ้น ของเหลวในร่างกายค่อยๆไหลย้อนกลับสู่ที่เก่า คิบอมยกมือขึ้นบอกไม่เป็นไรแล้วเอาไปบีบขมับไว้แน่น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่ม้านั่งใกล้ๆ

“เวียนหัวมากเลยเหรอ?”
“ฉันไม่รู้ว่านายเล่นเครื่องเล่นพวกนี้ไม่ได้”
“ขอโทษจริงๆนะ”
“หรือว่า..ทงเฮไม่ชอบเล่นเหรอ? อุ๊บ!”

คิบอมเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆที่สีหน้าบ่งบอกชัดว่ารู้สึกผิด แก้มใสๆป่องออกเหมือนเด็กไร้เดียงสา..ทำหน้าแบบนั้น คงไม่ได้ตั้งใจทำให้ใจอ่อนหรอกนะ...แต่ก็ต้องยอมรับว่าใจอ่อนทุกที เห็นอย่างนั้นแล้วก็โกรธไม่ลงไปเสียทุกครั้ง แม้ว่าคำพูดของคนๆนี้จะไปแทงใจช้ำๆของเขาเข้าอย่างจัง


..ที่ทงเฮไม่ชอบ ไม่ใช่เพราะทงเฮไม่ชอบจริงๆ แต่เป็นเพราะเขาต่างหาก เขาคนนี้ที่ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบลุ้น ไม่ชอบเสี่ยง...คงไม่มีใครรู้เรื่องเขาดีไปกว่าทงเฮ และก็คงไม่มีใครคนไหนยอมเขาได้มากกว่านี้อีกแล้ว....

 

 

..

 

 

กยูฮยอนถือวิสาสะจูงมือพี่ชายตัวเล็ก นำทางไปตลอด กยูฮยอนก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน ว่ากลายเป็นคนชอบฉวยโอกาสไปตั้งแต่เมื่อไหร่

..อาจจะตั้งแต่ วันที่ทงเฮนั่งตักเขาวันนั้นก็ได้มั้ง?

ขาเล็กๆย่ำเชื่องช้า จนจากที่ว่าจูง น่าจะเรียกว่าลากมากกว่าถึงจะถูก

“พี่ทงเฮ อย่าเพิ่งเบื่อสิครับ” หันมามองหน้างอง้ำของทงเฮ ฉีกยิ้มกว้างหวังว่ามันน่าจะทำให้โลกของคนๆนี้สดใสขึ้นมาบ้าง ทว่า กลับไม่ได้ผล
“ไปเล่นรถไฟเหาะกันนะ”

ว่าแล้วก็ออกแรงกึ่งลากกึ่งจูงทงเฮให้ตามตัวเองไป

“นายเล่นไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?”

ห้ะ?

.

“............”

“ว่างัยนะครับ”

“เปล่า...”

ทงเฮตอบเสียงเบา ก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของเพื่อนร่วมวงรุ่นน้อง

...ทำไมต้องคิดถึงเค้าคนนั้นด้วยนะ??...

นี่น่าจะเป็นคำถามเดียวที่ผุดขึ้นมากลางหัวใจของลีทงเฮ

“พี่ไม่ชอบเหรอ?”

“อื้ม”

“งั้น..เล่นอะไรดีล่ะ?? ม้าหมุนมั๊ย?” ไม่มีความคิดเห็นจากคนตัวเล็ก ทำให้ภาระหาไอเดียเครื่องเล่นตกเป็นของกยูฮยอนอีกครั้ง “อืม??.........เคเบิ้ลคาร์?? ใช่ๆ จะได้ดูวิวไปด้วย ไปนะ”

ไม่รอคำตอบ กยูฮยอนก็จูงมือทงเฮวิ่งนำไปทันทีทันใด

“เดี๋ยว...!”

 

 


สายลมเอื่อยๆในฤดูใบไม้ผลิต้องแก้มนวลจนเป็นสีแดงเรื่อ ทั้งที่ในเวลาที่อ่อนแอแบบนี้ บรรยากาศเย็นๆน่าจะช่วยชโลมหัวใจที่บอบช้ำให้เข้มแข็งได้เป็นอย่างดี แต่กับทงเฮ...เวลาที่รอบกายรายล้อมไปด้วยสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนี้ มีแต่จะทำให้ภาพเมื่อวันวานไหลย้อนกลับมา

กลับมาตอกย้ำความรู้สึก..ความรู้สึกที่เรียกว่า..


‘คิดถึง’

 


..

 


ดวงหน้าหวานราวหญิงสาวชะเง้อชะแง้ออกนอกหน้าต่างเพื่อเล่นลมชมวิวกับสวนสนุกกว้างเบื้องล่าง โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีบางคนแอบมองอิริยาบถนั้น....

รอยยิ้มสดใสที่วาดขึ้นบางๆที่ริมฝีปากสีแดงสด แพขนตาเรียงตัวสวยเมื่อมองจากด้านข้าง กับจมูกโด่งได้รูปนั้นรับกันอย่างไม่มีที่ติ ไม่ว่าจะมองกี่คราก็ไม่รู้เบื่อ...มีแต่จะดึงดูดให้อยากมองแบบนี้เนิ่นนาน


“มองอะไร?”


“หึ..” ทั้งที่กำลังขโมยความน่ารักจากคนตรงหน้าอยู่แท้ๆ แต่ก็ยังโกหกหน้าด้านๆ

...ใครจะอยากเสียฟอร์ม ที่โดนจับได้ว่าแอบมองเค้าอยู่ จริงมั๊ย??...


“คิบอม~”

“หืม?”

“เคยดูหนังรึเปล่า? เวลาที่พระเอกนางเอกนั่งในเคเบิ้ลคาร์สองต่อสองแบบนี้ เค้าจะจูบกัน” พูดจบก็ก้มงุด มือเล็กๆสองข้างถูกยกขึ้นมาวัดอุณหภูมิที่ร้อนผ่าวของแก้มนิ่ม

“พูดแบบนี้ อยากให้ผมจูบทงเฮเหรอครับ?”
คิบอมส่งสายตากวนๆกลับไป ยักคิ้วหลิ่วตา กะให้คนตัวเล็กอายม้วนเป็นโรตีเสียให้ได้


“เปล่าๆนะ บอกเฉยๆ”

มืออุ่นทาบทับเบาๆที่หลังกกหูนิ่ม ช้อนดวงหน้าแดงก่ำให้เงยขึ้นสบตากันตรงๆ

“ผมอยากเป็นพระเอกหนังเรื่องนั้นจังเลย”

ไม่ทันได้ทักท้วงอะไร ริมฝีปากแดงก็ถูกปิดทับด้วยริมฝีปากบางเฉียบของคิบอม เขาค่อยๆกดจุมพิตบางเบานั้นให้ดื่มด่ำ แต่ยังคงอบอุ่นและอ่อนโยนดั่งแสงแดดที่สาดส่องจากภายนอก ทงเฮเพียงยกมือขึ้นมาวางไว้ที่อกกว้างของอีกฝ่าย ดวงตาปิดสนิท หลับพริ้มรับรสจูบหวานฉ่ำโดยไม่ขัดขืน

เนิ่นนานกว่าสัมผัสอุ่นๆนั้นจะละจากริมฝีปาก แต่ยังคงไล้ไปตามแก้มเนียน ลากเรื่อยเปื่อยจนไปหยุดข้างๆริมหู คลอเคลียอยู่อย่างนั้นไม่ห่าง

“คิบอมรักทงเฮนะครับ รักมากๆด้วย”
“รัก..รักทงเฮ แบบที่ไม่เคยรักใคร”

เอ่ยคำรักเบาๆที่ก้องกังวานในหัวใจซ้ำๆ จนแน่ใจว่าทงเฮรับรู้ถึงความรู้สึกในใจที่ถูกส่งออกไปพร้อมกัน แล้วถึงผละออกมาจ้องตากันหวานซึ้ง ...ไอ้เขินน่ะมันก็เขินจวนจะแย่อยู่แล้ว แต่ทำไมกันนะ??

ถึงได้มีอารมณ์มาเล่นจ้องตากับไอ้แก้มแตกแบบนี้!!!??

 

 


..

 

 

เขายังจำแววตาของคิบอมได้เสมอ จำได้ว่าทุกพื้นที่ในตาคู่นั้นมีแต่หน้าของเขาเต็มไปหมด...ความรู้สึกคิดถึงค่อยๆกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาอย่างไม่รู้ว่าจะกลั้นมันไว้ได้อย่างไร

น่าแปลก..
ที่น้ำตาอุ่นๆนั้น กลับทำให้หัวใจเหน็บหนาว


“พี่ทงเฮ!!..ร้องไห้ทำไมครับ?” อยู่ๆคนตรงหน้าก็ร้องห่มร้องไห้อย่างไม่มีสาเหตุ ไม่แปลกที่กยูฮยอนจะตกใจ

ทงเฮสะดุ้งตื่นจากภวังค์ หันกลับมามองหน้ารุ่นน้องที่มีแววตระหนกแล้วก็เช็ดน้ำตาแทบไม่ทัน สูดหายใจลึกๆเพื่อเรียกน้ำตากลับคืน “ไม่นิ่ ลมแรงมั้งเลยแสบตา”

กระพริบตาปริบๆเหมือนระคายเคือง พลางขยี้ตานิดๆเพื่อให้สมจริงขึ้นไปอีก ทว่าท่าทางแบบนั้น ก็ไม่ได้ทำให้กยูฮยอนปักใจเชื่อแม้แต่น้อย

“เบื่อรึเปล่า ที่ต้องมานั่งแหง่กอยู่บนนี้” เสียงหวานที่ปกติจะไม่ยอมเอ่ยปากถ้าเขาไม่ถามดังขึ้น ยังผลให้กยูฮยอนต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน แต่ก็ส่ายหัวให้

“นั่งแบบเนี้ย น่าเบื่อจะตายไป นายไม่ต้องมาเอาใจฉันเลย!”

“ไม่เบื่อหรอก นั่งมองหน้าพี่เพลินดีออก”

 

 

..

 

 

“แต่ฉันเบื่อ!!”
“รถไฟคุณปู่เนี่ยนะ!!?? ถ้าจะมาเล่นแบบเนี้ย ไม่ต้องเสียเงินค่าตั๋วเลยจะดีกว่ามั๊ย ไปหานั่งรถหัดเดินเด็กยังสนุกกว่านี้อีก ฮึ่ย! เซ็ง!! วัยรุ่นเซ็ง!!! นี่เราเป็นวัยรุ่นนะ ไม่ใช่วัยทอง!!”

ฮึ่ยยยย!!

ขยี้หัวยุ่งๆจนฟูฟ่องเป็นทรงไฮโซไฮซ้อแล้วยู่จมูกจนเหลือเซ็นต์เดียว

ลิงในคราบคนเริ่มคันยุกยิกๆเพราะไม่ได้ซน ซึงเฮยกท่อนแขนเล็กขึ้นพาดพนักพิง มองดูรอบๆ ภาพพ่อแม่ลูกเดินจูงมือกัน บ้างก็เหลือบๆดูครอบครัวหรรษาที่มากันพร้อมหน้า ตั้งแต่บรรพบุรุษยันรุ่นเหลน แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ใจที่ร้อนระอุเย็นลงเลยแม้แต่นิด

“นายน่ะ..เหมือนทงเฮมาก รู้รึเปล่า?”

โดยไม่มีปี่ขลุ่ย ประโยคประหลาดๆประโยคนี้ก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบและมันก็เรียกเอาความเหวอบนใบหน้าของซึงเฮได้อีกโขซะด้วยสิ

“หมายความว่างัย นี่!! อย่าคิดอกุศลนะ ฉันซึงเฮโว้ย! ไม่ใช่ทงเฮอะไรของนาย!!” โวยลั่น แต่คิบอมก็ไม่ได้ใส่ใจ

“จะต่างก็ตรงที่ ไม่เคยเข้าใจฉันอย่างทงเฮ...”

หะ..ห้ะ?

“ทงเฮน่ะ ขี้วีน โวยวาย ปากจัด เจ้าอารมณ์ ขี้โมโห ใจร้อน ไม่มีเหตุผลก็จริง แต่เค้าก็เข้าใจฉัน..ในทุกๆเรื่อง”

..หง่ะ -*-a มันด่าหรือชมตูฟร้ะ??..

“แล้วงัย!! ก็ฉันไม่ได้เป็นแฟนนายนี่ จะให้ฉันเข้าใจนายหาพระแสงอะไรล่ะ? ขนาดตัวฉันเอง บางทีฉันยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ”

“ก็ไม่ได้จะให้นายมาเป็นแฟนฉันซะหน่อย”

...แล้วพูดเพื่อ??...
ซึงเฮคิด

ทั้งสองเงียบกันไปอีกรอบ แต่ก็แค่ไม่นาน เมื่อซึงเฮตัดสินใจถาม

“ถามไรหน่อยดิ”

“หืม?”

ปากบางๆเม้มเข้าหากันนิดๆแล้วคลายออก “ทำไมนายถึงรู้อ่ะ ว่าฉันไม่ใช่ทงเฮ ทั้งที่คนทั้งบ้านยืนยันว่าฉันคือทงเฮกันเป็นเสียงเดียวขนาดนั้น อ้อ! แล้วก็ห้ามตอบด้วยว่า ‘เพราะฉันเป็นแฟนเค้า’ มันดูง่ายเกินไปน่ะ”

เสียงหัวเราะหึดังเบาๆ ก่อนที่คิบอมจะตอบ

“กลิ่น”

“อะไรนะ?!!”

“หูตึงรึงัย...?”

คนตัวเล็กกุลีกุจอยกมือขึ้นมาดมเป็นการใหญ่ “หมายความว่าฉันเหม็นเหรอ?”

“เปล่าหรอก..คนเราทุกคน มักจะมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แล้วถ้าเราไม่ได้ใกล้ชิดกับคนๆนั้น เราก็จะไม่รู้หรอกว่ากลิ่นไหนเป็นของเค้า และสำหรับกับคนที่เรารัก นายคงไม่ลืมกลิ่นของคนที่นายรักหรอกนะ”

ซึงเฮพยักเพยิดหน้าตาม “แสดงว่านายคงรักทงเฮคนนั้นมากเลยสินะ”

 


…แสดงว่านายคงรักทงเฮคนนั้นมากเลยสินะ…

 


ถ้าฉันจะตอบว่า ‘ใช่’ ล่ะ?

 

 

..

 

 

“อยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน เดี๋ยวมา”

คนถูกสั่งทำเพียงมองตามแผ่นหลังที่เจ้าของพามันวิ่งห่างออกไป ไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่ในเมื่ออีกคนบอกให้รอก็ต้องรอ ทงเฮทอดสายตามองรอบๆ อดที่จะยิ้มไม่ได้กับภาพความอบอุ่นของครอบครัวที่พอได้วันหยุดที่นานๆจะมีสำหรับชีวิตคนเมืองที่ต้องทำงานกันแทบทั้งปีทั้งชาติแล้วพากันออกมาพักผ่อนหย่อนใจกันอย่างพร้อมหน้า และกลุ่มเด็กอนุบาล 3-4 คนที่กำลังมะรุมมะตุ้มรุมคุณลุงขายลูกโป่ง พากันทำตาแป๋ว ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวขอให้ดัดลูกโป่งพวกนั้นเป็นรูปสิงสาราสัตว์แสนโปรดปราน

ทว่า..
ท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ บ้างเป็นคู่ บ้างเป็นกลุ่มนั้น ทงเฮกลับมองไปเห็น ‘คนๆหนึ่ง’ ที่แม้ว่าจะอยู่ไกลจากรัศมีสายตาเท่าไร ก็ยังคงชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

หยิกหลังมือตัวเอง อยากจะย้ำให้แน่ใจว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน..และความเจ็บเล็กๆที่ปลายเล็บก็เป็นเครื่องยืนยันความคิดนั้นได้เป็นอย่างดี

‘คิบอม’

พึ่บ!

“ใส่ไว้ จะได้ไม่ร้อน” หมวกปีกแคบสีเทาเข้มลายสก็อตถูกสวมลงปกคลุมเส้นผมลื่นอย่างเบามือ แต่กลับทำให้อีกคนสะดุ้งเหมือนโดนของร้อน
“ขวัญอ่อนจังเลยนะครับ”

กยูฮยอนแซวเล็กๆ แต่ต้องค้างไปเมื่อสังเกตเห็นใบหน้าของทงเฮ ที่หันไปมองอีกทางแทนที่จะเป็นเขา

และเมื่อทงเฮหันขวับกลับมาทางเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก็ต้องพบกับความว่างเปล่า ไม่มีเงาของคนที่คิดถึงใจแทบขาดคนนั้น..เขาคงเพ้อ จนตาฝาดไปเอง คงไม่บังเอิญขนาดที่ว่าจะเจอคิบอมในสวนสนุกหรอกมั้ง..

“มีอะไรรึเปล่าครับ” กระตุกแขนคนตัวเล็ก ที่เอาแต่ชะเง้อคอมองหาบางอย่างที่เขาไม่อาจหยั่งรู้

“เปล่า..ก็มองไปเรื่อย”

“ฮึ..” ขยับหมวกที่ตนเป็นคนเลือกและเสียเงินซื้อมันมาด้วยตัวเองเพื่อจะให้คนตรงหน้าโดยเฉพาะให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ได้สังเกตว่าใบหน้าหวานๆภายใต้เริ่มจะมีน้ำโห ที่มีเด็กมาเล่นหัว!

“ลืมไปรึเปล่า ว่าฉันอายุมากกว่านาย”

“โอ๊ะ!! ขอโทษทีครับ ก็พี่อยากตัวเล็กเองนี่ เลยหลงคิดว่าตัวเองเป็นพี่บ่อยๆ” ตอบกวนพร้อมรอยยิ้มล้อๆ และก็ไม่ลืมที่จะโค้งน้อยๆให้คนที่เรียกตัวว่าเป็นพี่เสียเต็มปากเต็มคำ

“เออ! ใครจะไปเก้งก้างแขนขายาวเฟื้อยเหมือนนายล่ะ โจวกยูฮยอน!!” น้ำเสียงติดจะประชดประชันกระแทกกระทั้นให้กับไอ้เจ้าสิบสามที่ชอบเล่นขึ้นหัวลามปาม แล้วสะบัดหน้าจนผมปลิวยืนกอดอกหน้าบูด

ถ้าเป็นคนอื่นมายืนหน้าหงิกหน้างอแบบนี้ คงจะดูน่าเกลียดพิลึก แต่ถ้าเป็นทงเฮต่อให้เบะปากจนบิดเบี้ยว คิ้วม้วนเป็นเกลียวขนาดไหนก็ยังน่ารักอยู่ดี..หรือว่าจะเถียงกยูฮยอนคนนี้ครับ??

“อืม? ขอโทษนะครับ ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยได้มั๊ยครับ?” ชายหนุ่มหน้าตาพอไปวัดไปวา เดินเข้ามายื่นกล้องดิจิตอลให้กับทงเฮ ก้มหัวให้นิดๆเป็นเชิงขอไหว้วานแล้วเพยิดหน้าไปทางหญิงสาวตัวเล็กๆที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ไม่ไกล

“อ่ะ..เออ...”

“ได้เลยครับ เก็กท่าเต็มที่เลยนะครับ!” เป็นกยูฮยอนที่มือไวไม่มีตก คว้าเอากล้องไปแล้วตั้งท่าเป็นนายกล้องจำเป็นโดยไม่ต้องบอก

ทงเฮมองภาพคู่รักตรงหน้า พลันรอยยิ้มบางๆก็ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว

กยูฮยอนหันกลับมาหลังจากทำหน้าที่ตากล้องจนเรียบร้อย เรียกเอารอยยิ้มจากสองหนุ่มสาวได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้กยูฮยอนยิ้มกว้างยิ่งกว่าสองคนนั่นเห็นจะเป็น รอยยิ้มหวานๆจากรุ่นพี่ที่ชื่อทงเฮเนี่ยล่ะ

“อิจฉารึงัยครับ?”

“ห้ะ? ใคร?”

“จะให้บอกรึเปล่า ว่าพี่น่ะ อิจฉาคู่รักสองคนนั้นจนน้ำลายไหลแล้ว!!”

“ใครอิจฉา อิจฉาทำไม?? มีความรักไม่เห็นจะดีเลย มีความสุขแต่ก็มีทุกข์อยู่ดี”


..ความรักน่ะ คุณอนันต์แต่โทษมหันต์!...


“เหรอครับ?”

“อื้อ!”

มือหนาล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์สีซีด มือีกข้างก็รู้หน้าที่ เอื้อมไปแนบแก้มอีกคนแล้วดึงเข้ามาชิดแก้มตัวเอง ก่อนจะกดชัตเตอร์

แชะ!!

“เฮ้ย!! ทำอะไรน่ะ?”

“ถ่ายรูป”

ตอบเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ก็สำหรับกยูฮยอนน่ะ มันธรรมดาอยู่แล้ว แต่กับทงเฮที่โดนขโมยถ่ายรูปตอนเผลอเนี่ยสิ โกรธจนควันพวยพุ่งออกจากใบหู!

“พี่ทงเฮเนี่ย ตอนไหนๆก็น่ารักไปซะหมด”

ทิ้งคำชมที่ทำให้อีกคนหัวใจเต้นจังหวะแปลกๆ แล้วก็รวบมือนิ่มเดินชมสวนสนุกต่อ..

 

 

..

 

แขนที่กางออกขนานกับพื้นจนสุด อาจารย์ฟิสิกส์เคยสอนทงเฮไว้ว่า ทำแบบนี้จะช่วยให้ทรงตัวดีขึ้น ยิ่งถ้าเดินอยู่บนท่อนเหล็กเล็กๆแบบนี้แล้วด้วย มันก็จะไม่ทำให้ทงเฮตกลงมาเจ็บตัว

แต่กยูฮยอนคงลืมนึกไป..

ฝ่ามือที่ซุกอยู่ในเสื้อกันหนาวจนมันอุ่นนิดๆ จับเข้ากับมือเล็กไร้น้ำหนักบนอากาศ หวังจะช่วยคนตัวเล็กให้เดินได้ง่ายขึ้น แต่นั่นคงเป็นความคิดที่ผิด เมื่อทงเฮพยายามจะสะบัดมือออก

“ไม่ต้องมายุ่ง!”

“เดินดีๆ เดี๋ยวตกนะ”

“บอกว่าไม่ต้องมายุ่งงัยเล่า!! ฉันเดินเองได้”

“ระวังๆ!! ใจหายหมดเลย เกือบไปแล้ว?” แต่ดูท่ากยูฮยอนจะไม่ได้ใส่ใจน้ำเสียงตวาดแหวของร่างบางเลยซักนิด

“ก็เพราะนายนั่นแหละ บอกให้ปล่อยงัย ฉันจะร่วงก็เพราะนายนั่นแหละ โจวกยูฮยอนนนน!!”

โอ๊ะ!!

“โอ๊ยยยย!! ไอ้บ้า โอ๊ย!! เพราะนายคนเดียว!!” พี่ชายตัวเล็กแต่อวดเก่งเข้าขั้นเทพนั่งกุมข้อเท้า ปากก็ร้องโวยวายเสียงแปดหลอด ดีที่แถวนี้ไม่มีบ้านคน ไม่งั้นอาจจะได้ถ้วยถัง กะละมังเป็นรางวัลแทนโล่ห์ก็เป็นได้

ทั้งที่คนตัวเล็กร้องโอดโอยเพราะเจ็บ แต่กยูฮยอนไม่ได้ตกใจอะไร กลับยิ้มแฉ่งอวดฟันขาว

“คนกำลังเจ็บ มายิ้มอะไรเล่า!!”

“เจ็บเหรอ? ให้อุ้มก็ได้นะ” ไม่พูดเปล่ามือที่ไวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ไวขึ้นไปอีกเมื่อเขาสามารถใช้เวลาไม่ถึง 2 วิ. โอบรอบเอวเล็กไว้ได้และพยุงขึ้นจนเป็นท่ายืน

“โอ๊ยๆ” ทงเฮร้องเมื่อรู้สึกว่าขาตัวเองเจ็บจนยืนเซไปพิงเข้ากับอกกว้างๆ “เดินเองได้!!”

“เวลาคนเราโกหก หน้าจะแดง”

มือเล็กยกขึ้นกุมหน้าอัตโนมัติ

“เชื่อผมเป็นลิงนะ”

“ไอ้...”

“มาๆ ขี่หลังผมเถอะ”

เรียวหน้าสวยสะบัดพรึ่บ “ไม่!!”

“งั้น เดินเอง”

“โอ๊ยๆๆ!!” ทันทีที่เอวบางเป็นอิสระ ทงเฮก็เซถลา จนกยูฮยอนต้องรวบไว้เหมือนเก่า..เข้าล๊อกเด๊ะๆ ^^

“ไหนว่าเดินเองได้งัยครับ?”

 


..

 

ในที่สุดทงเฮก็ต้องมาขี่หลังกยูฮยอนอย่างช่วยไม่ได้ ทำไมเขาถึงต้องแพ้เกมไอ้เด็กฉลาดแกมโกงคนนี้อยู่เรื่อย!

“วันนี้ไม่ดื้อแฮะ”

“ไม่ต้องพูดเหมือนฉันเป็นเด็ก”

“ก็เด็กหนิ”

“ไอ้...ปล่อยเลยนะ!!”

เอาแล้วงัยล่ะ อย่ากระตุกหนวดเสือ โบราณก็เตือนไว้แล้ว แต่กยูฮยอนกลับไม่เชื่อ คนตัวเล็กข้างหลังเริ่มดิ้นขลุกขลัก แต่ใครจะยอมปล่อยล่ะ ...

“ปล่อยๆๆๆ!!!”

“เดินเองได้แล้วเหรอครับ”

“ไม่ต้องมาพูดเพราะ บอกให้ปล่อยงัย!!”

“ไม่เอาลีทงเฮคนที่อวดเก่งนะ”

“ปล่อยยยยยยยยย!!!” ไม้ตายของลีทงเฮ แหกปากกรอกหูยังงัยล่ะ!!

“โอ๊ย!! ยอมแล้วๆ”

“หึ”

กยูฮยอนยืนแคะหู เหลือบมองคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง ใครว่าเขาโตกันล่ะ? ก็เด็กพอๆกับทงเฮนั่นแหละ ว่าแต่เค้า!

ว่าแต่ ทงเฮหายเจ็บขาแล้วเหรอ??

คนตัวเล็กสลัดขาแรงๆ 2-3 ที แล้วก็ยิ้มแก้มปริ เมื่อพบว่าเขาไม่ต้องตกเป็นรองไอ้รุ่นน้องเจ้าเล่ห์คนนี้อีกแล้ว “เห็นม้ะ บอกว่าเดินเองได้ ก็เดินได้สิ!” บู้ปากแก้มอูมทำหน้าทำตาลัลล้าใส่ เห็นแล้วมันน่าหยิกมั๊ยล่ะ??

..ไม่แปลกที่คิบอมถึงได้หลงรักหัวปักหัวปำ...


จริงสินะ..

กยูฮยอนมองรอยยิ้มของคนน่ารักแต่กลับไม่รู้สึกมีความสุขอย่างที่น่าจะเป็น ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเริ่มเต้นผิดจังหวะ อาการแบบนี้..เค้าเรียกว่าอะไรนะ

รัก.....งั้นเหรอ?

ไม่สิ..

รักคนที่มีเจ้าของแล้วต่างหาก.............
.......................................................
.......................
..........................

 

 

 

 

 


..

 

 

 


“ทำไมทำหน้าเซ็งโลกงั้นล่ะ?” ถามร่างสูงที่ทิ้งก้นลงกระแทกเบาะดังปึงแล้วทำหน้าเครียด “โหย...สงสัยจะเรื่องตามหาทงเฮไม่เจอแน่ๆ”

“..........”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ไว้วันหลัง ฉันรับรองว่าจะช่วยตามหาให้สุดความสามารถ พลิกเกาหลีหาได้ก็จะทำเลยเอ้า!” พูดเหมือนหลอกเด็ก แต่ก็ได้ผลเมื่อสีหน้าตึงเครียดเปลี่ยนเป็นเลิกคิ้วขึ้นสูง

“ซึงเฮ พวกพี่ๆจะกลับมาแล้วอ่ะ”

..เอ๋า ไม่ได้หายเครียดเพราะฉันเหรอเนี่ย? -*-

“แล้วงัยอ่า?”

“ก็เราสองคนโกหกพวกเค้าไว้น่ะสิ ว่านายขาเจ็บ”

“ก็บอกไปสิ ว่าหายแล้ว”

“ได้ยังงัยล่ะ ถ้านายหาย นายก็ต้องเต้นนะ”

จริงสิ!!

ซึงเฮจำต้องพยักเพยิดตามคิบอมไป มองตามแผ่นหลังที่หายลับเข้าไปในห้องครัว และกลับออกมาพร้อมกล่องปฐมพยาบาลกล่องกะทัดรัด ย่อตัวลงนั่งกับพื้น และคว้าเอาข้อเท้าของซึงเฮไป

“เฮ้ย!! เดี๋ยว” ชักเท้ากลับทันควัน ไม่ใช่เพราะอะไร กลัวคิบอมจะเหม็นต่างหาก เดินมาทั้งวัน!!

“มัน..เหม็นนะ..”

“ไม่หนิ่” ตอบหน้าตาย แต่ไอ้คนบนโซฟาเนี่ยสิ จะคลั่งเพราะคิดไปเองว่าคิบอมดมเท้าตัวเองเข้าแล้ว

“มะ..ไม่” หดเท้าเข้าหาตัว ไม่ยอมให้อีกคนแตะต้องเด็ดขาด

“เร็วๆ พวกเค้าจะมากันแล้วนะ”

น้ำเสียงดุๆจากคิบอม ทำเอาซึงเฮหงอจนตัวลีบ คิบอมคว้าเอาข้อเท้าข้างขวาไปแล้วจัดแจงพันผ้าก็อซอย่างแน่นหนา

“กลับมาแล้วค้าบ!”
“กลับมาแล้ว”
“กลับมาแล้วน้า!!”

..ทันเวลา.. คิบอมคิด ยัดกล่องปฐมพยาบาลเข้าใต้โซฟาแล้วตะเกียกตะกายขึ้นนั่งเคียงข้างคนตัวเล็กที่หน้าเหวออยู่ข้างๆ กดรีโมตและวาดแขนโอบไหล่เล็กเอาไว้

“โอ๊ยๆๆๆ มดกัดๆๆๆ” ฮยอกแจแซวเป็นคนแรก และสมกับที่เป็นขาแด๊นซ์ประจำวง กระโดดโหยงๆทำท่าประกอบได้สมจริงและก็ดูดีในเวลาเดียวกัน

“แซวๆๆ แซวเค้าเข้าไป ไม่ไปกุ๊กกิ๊กกะซองมินให้มดตอมบ้างล่ะ” ซีวอนเดินมาตบหัวไก่เข้าให้ป๊าบใหญ่

“รายนั้นจะมาสนใจไก่กะโต้กอย่างฉันเหรอ? วันๆมีแต่ฟักทอง”

“งั้นมากุ๊กกิ๊กกะฉันก็ได้ แก้ขัดไปพลางๆเอาป่ะ?”

“ฝัน!! ฉันเมะเว้ย!!!”

โดนปฏิเสธไปขนาดนั้น สิงโตก็หงอยไปทันตา ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักมาจากน้องเล็กของวงในตอนนี้เพราะกยูฮยอนไม่อยู่

“มีคนเคยบอกรึเปล่า เวลาหัวเราะเสียงเล็กๆแบบนี้แล้ว จะโดนขโมยหอม”

เร็วฟ้าผ่า!! เยซองก็กดจมูกโด่งลงกับแก้มนิ่ม ฟัดไปฟอดใหญ่อย่างหมันเขี้ยว และแน่นอนพอสวีทเสร็จก็จะปิดท้ายด้วยค้อนใหญ่ๆจากเรียววุกทุกที

“เออนี่! พรุ่งนี้กยูออกจากโรงบาลแล้ว” เสียงของฟักทองน้อยดังออกมาจากในครัว แต่คิบอมกลับกระตุก

“ดีๆ คิดถึงมัน” ซีวอนบอกแล้วเดินลิ่วเข้าห้องน้ำ ไม่มีอาการดีอกดีใจไปมากกว่านั้น

“จริงดิ ไม่มีเวลาไปเยี่ยมเลย เผลอแป๊บเดียวออกซะละ” ลีทึกพูดเศร้า รู้สึกว่าตนเองทำหน้าที่ลีดเดอร์ได้บกพร่องสุดๆ

เสียงพูดถึงกยูฮยอนดังแว่วๆมาจากอีกหลายสมาชิกภายในบ้าน ก่อนจะหายเงียบเข้าห้องของตัวเองจนเหลือแค่สองคนที่อยู่ในห้องนั่งเล่น

..ไม่เห็นมีใครจะสนใจเรื่องเท้าที่เจ็บของซึงเฮเลยซักกะคน...

“กยู?? ใครเหรอ?”

“รู้แล้ว..” คิบอมพึมพำเบาๆกับตัวเอง

“ฉันไม่รู้นี่..แล้วเท้านี่แกะได้ยัง?”

...ลืมไปได้งัยกันนะ.......กยูฮยอนงัยล่ะ......

คนตัวเล็กเปลี่ยนท่าเป็นคุกเข่า ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าหล่อจัด “หน้านายเหมือนคนกำลังมีแผนชั่วร้าย”

ทิ้งระเบิดไว้ลูกเบ้อเร่อ ก่อนจะเผ่นแน่บเข้าห้องนอนของคิบอมที่ถือสิทธิ์มาสองวันแล้ว

 

 

 

 


..

 

 

 

 

 

กึก...

ส้นเท้าที่ถูกหุ้มไว้ด้วยคอนเวิร์สสีเรียบหยุดนิ่งเมื่อพบกับร่างสูงของเพื่อนร่วมวง รอยยิ้มยากแก่การคาดเดาความรู้สึกวาดขึ้นเย็นๆที่ริมฝีปากบางเฉียบบนใบหน้าหล่อคม

แม้ภายนอกจะดูไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับอากัปกิริยาแปลกๆของคนตรงหน้า แต่ภายในกลับเย็นวูบไปทั้งร่าง

“กายภาพเป็นงัยบ้าง? กยูฮยอน”

“ก็..ก็ดี อยากกลับมาเต้นกับเพื่อนๆพี่ๆจะแย่อยู่แล้ว” ล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อยืดแขนยาวสีดำขลิบขาว ส่งยิ้มในแบบที่เป็นของกยูฮยอนกลับไป

“แล้วนายมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ ถึงไม่เข้าไปซ้อม”

“มารอรับนายนั่นแหละ”

“เห?? งั้นเหรอ?”

คิบอมเคลื่อนตัวเข้ามาประชิด เหลือระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเพียงไม่กี่ก้าว

“ฮยอกแจฝากฉันมาทวงแผ่นเกมส์กับนาย เค้าไม่กล้าทวงเองน่ะ”

“อ้อ...คิดว่าเรื่องอะไร”

ลมหายใจเย็นเฉียบลอยปะทะเรียวหน้าหล่อจัด ก่อนที่คำพูดที่เย็นยิ่งกว่านั้นจะได้เอ่ยออกมาตามหลัง “เอาของๆใครไปก็อย่าลืมคืนเจ้าของเค้าด้วยนะ”

“........”

“ของๆคนอื่น ยังงัยก็เป็นของๆคนอื่นอยู่วันยังค่ำ ...โจวกยูฮยอน”

 

 

 

 

 

 

To be continue >>

edit @ 24 Jan 2008 15:11:52 by กา-เท่-เร่

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

“เอาของๆใครไปก็อย่าลืมคืนเจ้าของเค้าด้วยนะ”
อ่านประโยคนี้แล้วหนาวตามเลย = ="

#1 By ::[M]ai:: on 2007-12-02 11:57

คิบอมแอบโหดใส่กี้ แล้วกี่จะทำไงละกี้ รักเค้าไปแล้ว อยากได้เค้าก็ต้องแย่ง!!!!!!!

ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการค่ะ
คิบอม...

อย่ามาร้าย...question question question

#3 By ~Syrup~ (202.28.77.32) on 2008-05-25 14:23