[FIC] 1 become 2 ::4::

posted on 14 Nov 2007 20:23 by katere  in Fic-1become2

: Part 4 :

 

 


จากไม่เข้าใจ เปลี่ยนเป็นอึดอัด...ที่ต้องทนนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบที่ถูกตีกรอบไว้ด้วยห้องสี่เหลี่ยม มันก็หดหู่เกินกว่าที่คนซึ่งปกติจะร่าเริงตลอดเวลาอย่าง ‘ซึงเฮ’ จะทนรับไหวอยู่แล้ว
แล้วนี่..ยังต้องมาทำสงครามเย็น ฟังแต่เสียงลมหายใจของ ‘ใครก็ไม่รู้’ เกือบๆจะครบ ชม. อีก

ให้ตายเถอะ!! บรรยากาศตอนพิจารณาคดีอยู่ในศาล มันยังน่าภิรมณ์กว่านี้หลายสิบเท่า!!!


“จะจ้องฉันอีกนานม้ะ!!!”

 

เมื่อความอดทนดำเนินมาจนถึงขีดสุด มันก็คงไม่จำเป็นจะต้องเก็บมันไว้แล้วสินะ

 

“ฉันน่ะไม่ใช่ทงเฮบ้าบออะไรของนายทั้งนั้น!!! เลิกเพ้อ แล้วก็คิดว่าฉันเป็นเค้าซักทีเถอะนะ!!!”


ความเงียบเคลื่อนตัวเข้ามาอีกครั้ง ซึงเฮกัดริมฝีปากล่างไว้แน่นก่อนจะค่อยๆคลายออกช้าๆ แล้วผ่อนลมหายใจอุ่นออกมาแรงๆ 1 ที


.

 

“แล้ว..คุณเป็นใคร”

“เอ๋?”

แทนที่จะเป็นความดึงดันที่ตอบกลับมาหรือไม่ก็น่าจะเป็นคำว่ากล่าวที่หาว่าเขาล้อเล่นเหมือนๆกับคนอื่น กลับกลายเป็นคำถามที่ถามออกมาอย่างคนใจเย็น

คิ้วบางชนกันด้วยความสงสัย ก่อนจะสงบสติอารมณ์ และตอบกลับเย็นๆเช่นกัน

“ซึงเฮ...ลีซึงเฮ”

“.......”

“นายเชื่อฉันรึงัย?”

คิบอมพยักหน้านิดๆเป็นคำตอบ แต่นั่นมันกลับทำให้รอยยิ้มกว้างๆปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าใสชัดเจน ริมฝีปากแดงอ้าค้าง

“จริงเหรอ? นายเชื่อฉัน?? ให้ตาย..ฉันคิดไม่ผิดจริงๆแฮะ ที่เรียกให้นายช่วยเอาไว้” มือเล็กยกขึ้นประสานกันไว้ที่หน้าอก ดวงตากลมกระพริบปริบถี่ๆก่อนจะเบนโฟกัสมาที่หน้าหล่อๆของคนตรงหน้า แล้วส่งประกายวิบวับมาให้ “ฉันดีใจจังเลย”


กับอีกคน..คิมคิบอม กลับเจ็บจี๊ดอยู่ที่หัวใจในอกซ้าย ที่มันกำลังบีบรัดแน่น ก็รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ทงเฮ ไม่ใช่คนที่เค้าเฝ้าเรียกร้อง พร่ำหาตลอด 3 วันที่ผ่านมา แต่ทำไม..เวลาที่เผลอมองใบหน้าหวานๆนั้นกลับต้องมีความรู้สึกแปลกๆ ราวกับใจทั้งใจจะแหลกลงไป เจ็บ..จนไม่รู้ว่าจะร้องออกมาอย่างไร

คิบอมรับรู้ถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นที่ขอบตา..เขากำลังร้องไห้
ร้องไห้อย่างนั้นหรือ??

“นี่...แต่ฉันก็ยังข้องใจนะ ว่าทำไมพวกเค้าถึงต้องจับตัวฉันมา หรือว่า!!?”

“อือม์..” ครางรับในลำคอ ทว่าไม่กล้าหันไปสบตาตรงๆ

“ใช่ๆ ตอนที่ฉันเห็นรูปถ่ายของคนที่ชื่อทงเฮ ฉันก็แทบไม่อยากเชื่อ มัน..อัศจรรย์มากๆ นี่พ่อกับแม่เค้าก็ต้องหน้าตาเหมือนพ่อกับแม่ฉันแน่ๆ น่ะ....นาย เป็นอะไรไปน่ะ?”

ใบหน้าร่าเริงที่กำลังคุยจ้อเปลี่ยนเป็นความสงสัยเพราะปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของคนตรงหน้า “นาย..ดูเครียดไปนะ”

“ไม่มีอะไรหรอก”

“มีปัญหากับคนที่ชื่อทงเฮใช่มั๊ย?”

“...........”

“ฮ๊า..ไม่เป็นไร ไม่ต้องตอบหรอก ฉันเข้าใจ..”
เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ามีท่าทีลำบากใจที่จะตอบคำถามของตน ซึงเฮก็เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง

“ว่าแต่ นายชื่ออะไรเหรอ?”

“คิบอม...คิมคิบอม...”

“เพราะจังเลยน้า..คิบอม...คิม..คิบอม...”
เสียงหวานพร่ำเอ่ยชื่อของเขา นิ้วเรียวเล็กๆตีอากาศไปมา ราวกับเป็นเปียโนหลังใหญ่

 

“นายช่วยเป็นทงเฮให้หน่อยได้มั๊ย?”

.


“หา? อะ..อะไรนะ?”

คิบอมเงยขึ้นมาสบตา..เมื่อเห็นสีหน้าอึ้งย้งของซึงเฮก็รีบอธิบายพัลวัน “มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอกนะ คือ..แค่ให้นายช่วยแสดงละคร ว่านายคือทงเฮ...ฉันไม่อยากให้พี่ลีทึกต้องหนักใจ กับปัญหาของฉัน”

ไอ้อยากปฏิเสธ มันก็อยากอยู่หรอกนะ..แต่ไอ้จะทำร้ายจิตใจของคนที่เค้าก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลยคนนี้ต่างหากล่ะ ที่เขาทำไม่ลง...ซึงเฮชั่งใจอยู่พักใหญ่ สลับโฟกัสไปมาระหว่างแจกันดอกไม้กับเสี้ยวหน้าคมจนนับครั้งไม่ถ้วน

“อืม..ฉันจะช่วยนาย...แล้วเรื่องทงเฮ ฉันก็จะช่วยนายตามหาเค้าด้วยนะ”

คิบอมคลี่ยิ้มเมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ซึงเฮก็ยิ้มรับเช่นกัน จะแตกต่างกันก็แค่

เขาใช้ตายิ้ม ส่วนคิบอมใช้ปากยิ้มก็เท่านั้น...

 

 

ร่างสูงลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง กล่าวราตรีสวัสดิ์และหันหลังกลับเตรียมจะเดินออกไปจากห้องถ้าเสียงเล็กๆไม่เรียกไว้เสียก่อน

“นี่มันห้องนายหนิ”

“นายนอนเถอะ ฉันน่ะ..นอนห้องรับแขกก็ได้”

“ไม่ๆ ฉันเป็นแค่แขกนะ แต่นายเป็นเจ้าของห้อง ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เสียมารยาทจะตายไป”

คิบอมหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่น ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาร่างเล็กและคว้าเอาผ้าห่มกับหมอนอีกหนึ่งใบ ยักคิ้วเป็นการส่งท้าย แล้วก็หายลับขอบประตูออกไป

“นะ...นี่..นาย......”

 

 


นายเหมือนทงเฮ เหมือนมากจริงๆ...เหมือนจนฉันกลัวใจตัวเอง
กลัวว่าจะเผลอทรยศคนที่ฉันรัก....


ลมเย็นเฉียบพัดกระทบใบหน้าคมจนรู้สึกชาไปทั้งแก้ม มันหนาวไปทั้งกาย
หนาวจนถึงขั้วหัวใจ..

ทั้งๆที่ก็มักจะออกมารับลมตรงระเบียงเล็กๆนี้เป็นประจำ ทั้งที่ควรจะชินได้แล้ว ควรจะชิน...ถ้ามีนายอยู่ข้างๆ................ไม่ใช่อย่างวันนี้.....................

ลีทงเฮ..นายอยู่ที่ไหนกันนะ??

 

 

 

..

 

 

 

 

1 2 3 เอ้า!!

“เฮ้..ทงเฮ ทำไมนายไม่เริ่มล่ะ นี่เรารีเพลย์เพลงมาสิบกว่ารอบแล้วนะ!!”

คนตัวเล็กก้มหน้างุด เอาปลายเท้าเขี่ยพื้นไม้ขัดเงา ไม่รู้จะแก้ตัวว่ายังงัย...จะให้บอกออกไปอย่างนั้นเหรอ ว่าเต้นไม่เป็นน่ะ!!!

“รู้ตัวรึเปล่า ว่านายทำตัวได้เหมือนตัวถ่วงเข้าไปทุกทีๆ” นัยน์ตาสีชาตวัดขึ้นมองผู้พูดในทันที กัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่กระนั้น..ก็ด่ากลับไปไม่ได้อยู่ดี

“ฮีชอลฮยอง อย่าไปว่าพี่ทงเฮเค้าอย่างนั้นสิครับ บางทีพี่เค้าอาจจะไม่สบายก็ได้นะ” ดีที่เรียววุกรั้งตัวตัวการไว้ได้ทันเวลา ไม่งั้นคงเปิดศึกพี่น้องแน่ๆ เพราะดูสายตาแข็งกร้าวของอีกฝ่าย ก็ใช่ว่าจะยอมคนง่ายๆ

สมาชิกที่เหลือต่างก็แปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะปกติ ฮีชอลกับทงเฮแทบจะไม่เคยมีเรื่องมีราวกันซักนิด แถมยังเข้าขากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย แล้วยังจะเรื่องที่ขาแร๊พประจำวงดันมาเต้นเก้ๆกังๆแข็งกระทือเป็นท่อนซุงอีก ไม่ใช่แค่ฮีชอลหรอกนะที่ไม่พอใจน่ะ ลีดเดอร์ใจเย็นอย่างลีทึกก็ชักจะขุ่นๆขึ้นมาเหมือนกัน

“ฉันจะให้โอกาสนายอีกครั้งเดียว ถ้าทำไม่ได้...นายได้เห็นดีแน่!!”

ลับจากสายตาดุๆของหนุ่มหน้าสวย ลีทึก ซึงเฮก็ถอนหายใจยาวพรืด มองไปรอบๆห้องเพื่อหา คิบอม คนที่น่าจะช่วยเขาได้ก็ดันไม่มีแม้แต่เงา งานนี้ซึงเฮได้เละเป็นโจ๊กแน่ๆ ...นี่ก็สองรายไปแล้ว จะมีใครอยากจะหมายหัวเขาเป็นคนต่อไปอีกนะ??

ขณะที่ซึงเฮกำลังเข้าใกล้ความบ้าเข้าไปทุกที ก็มีมือหนาๆมาจับเข้าที่ต้นแขน และรั้งเข้าหาตัวจนไหล่บางกระทบเบาๆที่อกแกร่งของอีกคน

“ขอโทษครับพี่ลีทึก แต่พอดีว่าทงเฮเค้า..บาดเจ็บที่ขานิดหน่อยน่ะ เลยอาจจะทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พี่อย่าดุทงเฮเลยนะครับ”

“คิบอม..” ร่างเล็กเผลอร้องออกมาอารามดีใจ จนคิบอมต้องขยิบตาสองสามทีบอกให้ ‘ช่วยกันเนียน’

“นายเจ็บอยู่ ทำไมไม่บอกพี่ลีทึกเค้าล่ะ ทนเต้นทั้งๆที่เจ็บแบบนี้ได้ยังงัยกัน”

ซึงเฮที่ตั้งรับยังไม่ทัน เหวอไปนิดๆแต่ก็แถเข้าขากันจนได้ “อ้อ..ก็ฉันเกรงใจพี่ๆเค้านี่นา คิดว่าแค่นิดหน่อย น่าจะพอเต้นได้น่ะ ไม่คิดว่ามันจะไม่ไหวขนาดนี้นี่นา”

เห็นอีท่าทางออดอ้อนออเซาะแล้วหมันไส้ว่ะ อยากจะวิ่งไปกระชากหมีมาฟัดแย่งซีนมันซะตอนนี้เลย แต่ยังงัย..มาดผู้นำก็ต้องมาก่อนสินะ

“ก็ทำไมไม่บอกล่ะ จะได้ให้นั่งพัก เล่นฝืนสังขารแบบนี้เดี๋ยวก็เต้นไม่ได้เป็นอาทิตย์ๆกันพอดี”

คิบอมยิ้มกว้าง เป็นอันว่าสำเร็จใช่มั๊ย? แผนโกหกลีดเดอร์เนี่ย...

“ชิ..คืนดีกันได้ก็หวานไม่เกรงใจกันมั่งเลยนะ เดี๋ยวเบาหวานมันก็กินกันทั้งวงหรอก!!!” จะใครซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เจ้าเก่า ฮีชอลฮยอง...ไม่มีหน้าที่ลีดเดอร์ค้ำคอ ก็เลยแขวะได้ไม่ต้องเกรงใจใคร พอแขวะจนพอใจก็ปลิวว่อนไปหาฮันเกิงสุดเลิฟ

ลิ้นยาวๆถูกส่งออกมาแล่บลิ้นปลิ้นตาลับหลังพี่ชายที่วิ่งไปออเซาะหนุ่มหน้าจีน จนคิบอมต้องกระตุกแขนเพื่อเรียกสติกลับคืน

ท่าทางกระฟัดเฟียดนิดๆติดมาให้คิบอมย่นหน้าหน่อยๆ ในที่สุดก็ยอมสงบเสงี่ยมตามเดิม ยืนตัวลีบ เอียงนิดๆให้รู้ว่า เจ็บจริงๆนะเนี่ย

..เหมือนทงเฮไม่มีผิด...

คิบอมเผลอจ้องซึงเฮจนเจ้าตัวรู้สึก และสะดุ้งเฮือกเมื่อคนตัวเล็กจ้องกลับมา เขาจึงรีบเฉไฉหันไปทางลีทึก

“งั้นเดี๋ยวผมพาทงเฮไม่พักที่อพาร์ทเม้นนะ ไม่อยากให้เดินมาก”

“เออ..จะไปสวีทกันที่ไหนก็ไปเลย” ลีทึกเผลอหลุดออกมา ..ไอ้ตอนไม่มีทงเฮก็เครียดไปอีกแบบ กลัวว่างานจะพัง อีกทั้งกลัวผู้จัดการจะตำหนิว่าดูแลเมมเบอร์ไม่ดี แต่พอตามกลับมาได้ ก็เครียดไปอีกแบบ...หมันไส้คู่รักตังเมขึ้นมาตะหงิดๆ

“ทึกกี้จ๋า เก็บอาการหน่อยสิจ้ะ” คังอินโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ สวมกอดเข้าที่เอวบางจากข้างหลัง พลางซุกซบใบหน้าลงที่ซอกคอหอม “ให้เค้าไปสวีทกันที่บ้านเถอะ..ส่วนเราสวีทที่นี่ก็ได้เน๊อะ?”

...เฮอะ..อยากจะจับหักคอไปจิ้มกิมจิมันทั้งวง หวานกันเข้าไป อย่าให้มีคู่กะเค้าบ้างก็แล้วกัน...

ง่ำๆ

ไม่ต้องบอกก็คงรู้ ว่าไอ้ความคิดที่ว่าน่ะ เป็นของใคร ??

ชินดงเอื้อมมือไปคว้าถุงมันฝรั่งทอดกรอบ ฉีกปากถุงแล้วก็หยิบแผ่นสีเหลืองทองเข้าปากเคี้ยวกรุบๆ

 

 

 

 

ลับสายตาจากเหล่าผู้อาวุโสแห่งซูเปอร์จูเนียร์มาได้ ซึงเฮก็ออกปากบ่นในทันที

“ถ้านายมาช้ากว่านี้ไปซัก 5 นาที ฉันคงได้ตายคาห้องซ้อมไปแล้วล่ะ แต่ละคน..โหดๆกันทั้งนั้น ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไม ไอ้ถึกกับไอ้เจ๊กหน้าจืดนั่น มันถึงทนได้นะ??”

“ซึงเฮ..” คิบอมปรามด้วยเสียงดุๆ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเสียเท่าไหร่

“ก็มันจริงนี่นา”

“ไอ้ถึกกะไอ้เจ๊กที่นายว่าน่ะ เค้าอายุมากกว่าเรานะ เวลาเรียกก็ให้เกียรติพี่ๆเค้าหน่อย”

ร่างบางหยุดเดินกะทันหัน ก่อนจะหันหน้ามามองทางคิบอม

“ฉันขอโทษ ก็คนมันไม่รู้นี่นา...ก็นายไม่แนะนำใครให้ฉันรู้จักซักคน ฉันตรัสรู้เองไม่ได้หรอกนะ...” คำขอโทษที่ติดจะประชดประชันดังแผ่วออกมาจากริมฝีปากแดงบนใบหน้าที่แสดงออกว่ารู้สึกผิด

“อือม์ ไม่เป็นไร งั้น..ว่างๆฉันจะบอกละกัน” พูดจบก็เดินลิ่วนำไปก่อน

“เฮ้! นายจะไปไหนน่ะ!!” ปล่อยให้คนขาสั้นพอๆกับทงเฮ วิ่งตามล่กๆ

“ไม่โกรธฉันใช่มั๊ย?? นี่!!”

 

 

 

..

 

 

 

กยูฮยอนค่อยๆเปิดประตูเข้ามา กวาดสายตาจนทั่วห้องและจบที่ร่างบางซึ่งนอนแผ่หลาอยู่บนโซฟาข้างเตียงคนไข้

สถานที่ที่จะใช้หมกตัวซูเปอร์สตาร์ 2 คนในโซล ก็เห็นจะมีไม่มากเท่าไหร่ อีกอย่าง ทั้งกยูฮยอนและทงเฮก็ไม่มีบ้านเป็นของตัวเองอย่างซีวอน ครั้นจะไปเช็คอินเข้าโรงแรม แน่นอนว่าพวกปาปารัซซี่น่ะคงไม่พลาดได้ข่าวเด็ดไปแน่ หรือจะไปพักตามอพาร์ทเม้น พวกแฟนคลับคงได้ถล่มห้องพังแหงม จนแล้วจนรอด ก็มาจบที่โรงพยาบาลที่ซึ่งกยูฮยอนต้องมาทำกายภาพบำบัดอยู่เป็นประจำแห่งนี้

เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังเบาๆภายในห้องสี่เหลี่ยม ที่หน้าต่างตรงระเบียงถูกเปิดเอาไว้ให้ลมพัด จะได้ไม่ต้องเปลืองไฟค่าเครื่องปรับอากาศ..ส่วนเจ้าของความคิดอันแสนจะประหยัดนี้ก็กำลังหลับสบาย หูทั้งสองข้างมีหูฟังเครื่องเล่นไอพอดสวมอยู่

ร่างสูงเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ๆและทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น จนใบหน้าหล่อเหลาอยู่ในระดับเดียวกันกับใบหน้าหวานราวอิสตรี มือหนาค่อยๆเลื่อนเข้าใกล้ รำคาญปอยผมที่ปกปิดใบหน้าน่ามองนั้น แต่กลับต้องค้างไปอย่างนั้น เมื่ออีกคนขยับเขยื้อนรู้สึกตัว

“อ้าว? กยูฮยอน...กายภาพเสร็จแล้วเหรอ?”

“ครับ..แล้วพี่..หลับนานรึยังอ่ะครับ?”

“ซักพัก...” ยันตัวลุกขึ้นจนเป็นท่านั่ง พร้อมกับที่กยูฮยอนก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน พลันความเงียบก็เข้ามาแทนที่ประโยคสนทนาเพียงสั้นๆ ทงเฮก้าวเดินออกไปทางระเบียง ทอดสายตาอย่างไร้จุดหมาย

“ถ้าคิดถึงคิบอมมันมาก ทำไมพี่ไม่กลับไปหาล่ะ?”

“ก็เค้าคงไม่คิดถึงฉันน่ะสิ”

มือหนาๆยื่นออกมากำขอบรั้วไว้แน่น มองดูบ้านเมืองที่มีแต่ความวุ่ยวายเบื้องล่างแล้ววกสายตากลับมาที่คนข้างๆ

“ไม่เหงาเหรอ? อยู่แต่ในห้องแบบนี้”


ฮึ..


จะให้สารภาพออกไปงั้นเหรอ? ว่าเหงาจนแทบขาดใจ เหงาจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาพบเจออะไรทั้งนั้น ไม่กล้าบอกตัวเอง ว่าเหงาจนชินชาเพราะความจริงมันไม่ใช่...ไม่เคยชินกับความรู้สึกเปลี่ยวเปล่าอ้างว้างแบบนี้ ไม่คุ้นเลยซักนิด


“ถ้าเหงา ผมพาไปเที่ยวได้นะ” กยูฮยอนยื่นข้อเสนอ พร้อมรอยยิ้มสดใสเป็นของแถม

“มะ...ไม่....”

ที่จะพูดคือ ไม่เป็นไร แต่พูดยังไม่ทันจะจบ ข้อมือเล็กๆก็ถูกรวบด้วยมือใหญ่แล้วลากออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

 

 


..

 

 

 

“จะไปไหนน่ะ?”

เป็นคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ตั้งแต่ขึ้นรถจนกระทั่งแล่นออกมาจากตึก M-net เป็นเวลาเกือบครึ่งชม.แล้ว ซึงเฮหันไปมองคนขับสลับกับถนนสายคับแคบที่มีรถอยู่แออัดเบื้องหน้าเป็นระยะๆ เลิกที่จะถามซ้ำซากเพราะรู้อยู่แล้วว่าคงจะไม่มีคำตอบดังเดิม

พวงมาลัยถูกหักเข้าเลนขวาและหยุดนิ่ง

หมวกแค๊ปสีแดงสดตามมาสวมลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อน ก่อนที่คนที่สวมให้นั้นจะเปิดประตูรถลงไปก่อน ร่างบางกระโดดตามหลัง เงยหน้าขึ้นมองจนสุดความสูงของตึก ขมวดคิ้วใส่คิบอมเป็นคำถาม

แต่ก็เหมือนเดิม...ไร้ซึ่งเสียงใดๆที่จะทำให้เข้าใจไปมากกว่านี้

 

 


ซึงเฮตัดสินใจเดินตามร่างสูงข้างหน้าเพราะไร้หนทางของตัวเองเหมือนกัน และก็เกือบจะหน้ากระแทกเข้ากับแผ่นหลังกว้างๆนั่น เพราะอยู่ๆคนข้างหน้าที่นึกอยากจะหยุดเดินขึ้นมาเสียดื้อๆ

“โอ๊ะ...หยุดทำไมอ่ะ?”


((..ปิ๊งป่อง..))

เสียงออดดังขึ้นเมื่อฝ่ามือหนาทาบทับลงบนสวิตซ์ที่ติดอยู่หน้าประตู ไม่นานบานประตูก็ถูกเปิดออกและปรากฏร่างของชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันยืนเกาหัวแกร่กๆ

“มาหาใครเหรอ??...เอ๋?? นาย..คิบอมนิ่”

“อือม์” พยักหน้าพอเป็นพิธี ก่อนจะถามจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ “ทงเฮ มาที่นี่รึเปล่า?”

“อะ...วะ..ว่างัยนะ??” สีหน้าตื่นตระหนกหันมาทางซึงเฮ จนร่างบางรีบอธิบาย เดี๋ยวจะพาลเข้าใจผิดไปกันใหญ่

“ฉันไม่ใช่ทงเฮนะ แค่หน้าเหมือนเฉยๆ จริงๆนะ ไม่งั้นคิบอมเค้าจะมาถามหาทงเฮทำไมกันล่ะ”

..อธิบายยาวๆเดี๋ยวไอ้บื้อนี่จะไม่เข้าใจ..พอจบประโยคถึงจะกระจ่างได้

“ไม่อ่ะ ไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ทำไมเหรอ? ทะเลาะกันอ่ะดิ่”

คำถามที่ไม่รู้ว่าคนถามจงใจจะพูดแทงใจดำ หรือว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่ซึงเฮก็รู้อยู่ดีว่าคิบอมกำลังเจ็บ แม้จะวางท่าขรึมตีสีหน้าเรียบก็เถอะ

คนมันโดนตอกย้ำขนาดนั้น..ไม่รู้สึกเจ็บเพราะความรู้สึกผิด ก็คงจะไม่ใช่คนแล้วล่ะ..

“นี่!! เงียบๆหน่อยจะได้ม้ะ? พูดมากจริงๆ…..คิบอมไม่ต้องตอบ..ส่วนนาย!! ขอบคุณนะ!!” หันไปว่าคนปากพล่อย ก่อนจะหันกลับมาสั่งคิบอม แล้วก็กระแทกคำลาแบบไม่เต็มใจใส่เจ้าบ้านเป็นอันเสร็จพิธี ลากคนตัวโตที่ยืนแข็งเป็นหินให้ออกมา

“ไม่เจอที่นี่ ก็อาจจะอยู่ที่อื่นก็ได้”

“.............”

“เงียบอีกแล้ว พูดบ้างก็ได้นะ เดี๋ยวจุกอกตายไปซะก่อน”

“อือม์ ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

“จริงนะ? แล้ว...มีที่อื่นอีกหรือเปล่าล่ะ? เดี๋ยวฉันช่วยหานะ ทั้งวันเลย!”

คิบอมเหลือบตามองคนตัวเล็กตรงหน้าหลังจากที่ก้มสำรวจรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สคู่ใจอยู่นานสองนาน เห็นรอยยิ้มจริงใจวาดขึ้นที่ริมฝีปากบางๆ

 

 

 

..

 

 

 

“ทงเฮได้มาที่นี่บ้างรึเปล่า?”

“ก็บอกแล้วงัยว่าผมไม่ใช่ทงเฮ ผมคงไม่เพี้ยนขนาดต้องตามหาตัวเองหรอกนะ”

“ไม่ได้มาเลยเหรอ? ไม่เป็นไรอ่ะ ขอบคุณนะครับ”

“ไม่เจอก็พูดกันดีๆก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องตวาดเลยนี่!!”

“หน้านายมันมีพิรุธร้ายกาจ นายเอาตัวทงเฮไปซ่อนไว้ใช่มั๊ย?!! เห็นว่าทงเฮหน้าตาดีล่ะสิ หา!!!”

คิบอมต้องรับบทเป็นแม่ทัพคอยห้ามทัพให้กับซึงเฮไปโดยปริยาย ก็เจ้าตัวน่ะขยันสร้างเรื่องได้ตั้งแต่บ้านแรกยันบ้านสุดท้าย ทั้งคนรุ่นเดียวกัน รุ่นน้อง ไม่เว้นแม้แต่คุณลุงคุณป้าอาวุโส โชคดีที่รั้งนายตัวแสบนี่ไว้ทัน ไม่งั้นหอพักนักศึกษาที่เขาเพิ่งจะจากมาคงได้พังพินาศเพราะนายคนนี้เป็นแน่

“ไม่เอาน่า ซึงเฮ...”

“นายเนี่ย!!! ตามหาแต่กลัวว่าจะเจอรึงัยห้ะ??”

คนโดนดุไม่ได้ตอบโต้อะไร กลับหัวเราะหึหึและยิ้มที่มุมปากแทน

“ยิ้มอะไร? นายน่าจะผิดหวังนะ ที่ไม่เจอตัวทงเฮน่ะ”

“ตลกนายน่ะสิ กระวนกระวายยิ่งกว่าฉันซะอีก”

“ไม่ต้องคิดเข้าข้างตัวเองเลยนะ ว่าฉันเป็นห่วงนายน่ะ ที่ฉันพยายามหาตัวทงเฮจนแทบจะพลิกแผ่นดินแบบเนี้ย เพราะฉันจะได้รีบๆกลับไปในที่ของฉันซักทีงัยล่ะ เห็นหน้านายนานๆแล้วปวดหัว”


รอยยิ้มของคิบอมที่เพิ่งจะได้ออกมาอวดโฉมแข่งกับใบหน้าหล่อเหลาหลังจากที่หายไป 3 วันเต็มกลับเหือดแห้งไปเมื่อฟังประโยคนั้น

“จริงสินะ”

 


“นี่..มีที่ไหนอีกรึเปล่า ที่ทงเฮน่าจะไปน่ะ”

คิบอมสะดุ้งนิดๆ พยายามคิดที่ๆทงเฮน่าจะอยู่อีก ทั้งที่สมองมันว่างเปล่าไปหมด

“มี”

“ที่ไหน!!?”

 


“สวนสนุก”

“สวนสนุกเนี่ยนะ???”

 

 

 


..

 

 

 

“พามาที่ไหนเนี่ย!!?” เจ้าของข้อมือเล็กๆสะบัดออกจากการเกาะกุมของมือหนา แล้วก็รีบชักกลับมากอดอกไว้ กลัวว่ามันอาจจะโดนฉกไปอีกก็เป็นได้...เพิ่งรู้ว่าไอ้น้องสิบสามมันก็ไวไฟใช่ย่อย

“ไม่ไว้ใจผมหรืองัย” ใบหน้าหล่อจัดยื่นเข้าใกล้จนเหลือระยะห่างแค่คืบกว่า ทำตาเป็นประกายแวววาวตามแบบฉบับ ตามด้วยน้ำเสียงแหบๆที่เจ้าตัวคงติดว่านั่นเซ็กซี่เหลือบรรยายแล้ว “ไม่พาไปขายหรอกน่า”
ว่าแล้วก็ใช้ทีเผลอจนสามารถแกะมือที่ทงเฮพยายามซ่อนมันเอาไว้ใต้ท่อนแขนเล็กออกมาจนได้ กุมไว้ด้วยมือใหญ่ทั้งสองข้าง คราวนี้ไม่ให้หลุดไปง่ายๆหรอก

“น่ะ....นี่!~” เสียงหวานที่ทำท่าจะโวยวายถูกกลืนหายไป

“เป็นงัยครับ?”

แววตาเจือเศร้าเริ่มส่อแววความสุขออกมา ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังภาพด้านหน้า ที่เป็น ‘คานิวัลพาเหรด’ อย่างตื่นตาตื่นใจ...เห็นเหล่าการ์ตูนพวกนี้ทีไร ทำไมต้องนึกถึงตอนเด็กๆทุกทีเลยนะ...

“ชอบใช่มั๊ย?” กยูฮยอนเขยิบเข้าไปใกล้เพื่อสื่อสาร เพราะเสียงเพลงบรรเลงมันดังเกินกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง และแม้จะไม่มีคำพูดใดๆเล็ดรอดออกมาจากปากสีสวยนั้น แต่เขาก็รู้ว่ารุ่นพี่ของเค้าคนนี้จะต้องถูกใจแน่ๆ

...ผมทำให้พี่ยิ้มได้แล้วใช่มั๊ยครับ?...

 

 


วู้วววว!!!

“สวยจังเลย คิบอม!  ฉันมาทีไรไม่เคยได้เห็นขบวนนี่ซักทีเลยนะ โชคดีจังเลยแฮะ” ซึงเฮกระโดดโลดเต้น โบกไม้โบกมือทักทายเหล่ามนุษย์แฟนตาซี ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดดีใจเหมือนเด็กอายุซัก 5 ขวบไม่มีผิด

“ซึงเฮ เรามาตามหาคนนะ ไม่ได้มาเที่ยว” คิบอมเอ็ดพลางดึงแขนคนตัวเล็กให้ถอยออกมา

“อย่าดึงเซ่!!! โอ๊ย!! เจ็บนะ!”

ร่างสูงทำเพียงพ่นลมหายใจออกมาแรงๆแทนคำดุด่า

“ไม่เห็นเป็นไรเลย” ซึงเฮสลัดแขนออก เชิดหน้าใส่คิบอมแรงๆ แต่ก็แค่ไม่นานเท่านั้นล่ะ กลายเป็นลูกหมาตาแบ๊วๆไปซะแล้ว “แต่ว่า ขอดูแป๊บนึงน้า!!”

ตั้งท่าจะวิ่งโร่ไปเชยชมขบวนพาเหรดสีสันสดใส แต่คิบอมเร็วกว่า คว้าแขนเอาไว้ได้ และต่อให้แรงเยอะแค่ไหน ก็เห็นจะสู้แรงคนตัวโตไม่ได้ หนุ่มผิวเข้มจัดการรวบตัวเบาๆของซึงเฮแล้วพาดขึ้นไหล่ได้อย่างง่ายดาย ไม่ลืมที่จะตบก้น 1 ที เป็นการลงโทษโทษฐานดื้อเกินเหตุ

“โอ๊ย!!! ไอ้บ้า ปล่อยฉันนะ!!!!”

“อยู่นิ่งๆ”

 


...บางที สิ่งที่เราต้องการมันอาจจะอยู่แค่ตรงหน้า แต่ทำไมกันนะ เราถึงได้มองไม่เห็นมัน...

ทั้งที่รู้ ว่ายิ่งวิ่งตาม กลับยิ่งห่างไกล.............แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดวิ่งซักที

 

 

..ลับปลายขบวนพาเหรดที่เพิ่งผ่านไป ทงเฮเห็นแผ่นหลังกว้างคุ้นสายตา....แผ่นหลังที่กำลังเป็นที่รองรับกำปั้นเล็กจากร่างบางที่พาดอยู่บนนั้น

“พี่ทงเฮ...”

“............”

“พี่ทงเฮครับ...”

 

 

 

 

 

To be continue >>

edit @ 24 Jan 2008 15:07:15 by กา-เท่-เร่

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ม่าย อย่าเจอกันเลย T___T
อ้าว...

ทำไงล่ะทีนี้...sad smile sad smile sad smile

#2 By ~Syrup~ (202.28.77.32) on 2008-05-25 14:06