[Fic] Day of loved | Part 13

posted on 25 May 2011 22:36 by katere  in Fiction
อัพย้อนหลังตั้งแต่พาร์ทที่ 11 นะคะ แล้วก็คิดว่าหลังจากนี้คงอัพเป็นปัจจุบันแล้วล่ะ ^^
 
Part 13


 




เขากำลังทำลายทุกสิ่งอย่างที่พยายามทำมา...

ด้วยห้วงจุมพิตแห่งความคิดถึงนั้น



“แบบนี้ใช่มั้ยที่คุณต้องการ?”



ถามตัวเองดูสิเชวมินโฮ ว่านายต้องการอะไร?



ในนาทีที่ได้ยินเสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อตัวเองแผ่วเบา ในนาทีที่ครึ่งลมหายใจได้เหือดหายไปและเกิดเป็นภาพความทรงจำในอดีตที่ฉายซ้ำวนกลับไป
กลับมา..นั่น.. คือสิ่งที่ทำให้สติของมินโฮกอรปกลับมาเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ดังเดิม

ใช่... ที่เขาพูดออกไปเมื่อครู่ มันไม่ใช่เพราะขาดสติแน่

“หมายความว่ายังไง?” และทั้งๆที่คิดว่าเข้มแข็งพอ ทว่าพอได้ยินน้ำเสียงแหบพร่า กับดวงตาฉ่ำน้ำที่วูบไหวอยู่ตรงหน้า เขากลับห้ามไม่ให้หัวใจเจ็บปวดไม่ได้ แต่เมื่อเริ่มก้าวเดินไปแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นการก้าวไปข้างหน้า..หรือก้าวเดินถอยหลัง สุดท้ายก็คือเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมอยู่ดี เพราะฉะนั้น..เมื่อตัดสินใจที่จะทำแบบนี้ไปแล้ว เขาก็เปลี่ยนใจไม่ได้

“ผมก็ทำในสิ่งที่คุณต้องการแล้วยังไง อยากได้อะไรอีกมั้ย?”

สิ่งที่รู้อยู่เต็มอกคือตัวเขาเองที่ผิด เป็นเพราะตัวเขาเองที่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้น เพราะเขาควบคุมหัวใจตัวเองไม่ได้..มันเป็นเพราะเขาเอง

แต่ทั้งๆที่รู้ ก็ยังใจร้ายพูดประโยคที่แสนจะเห็นแก่ตัวนั่นออกไป

ทั้งๆที่รู้ว่าหัวใจดวงน้อยๆของคนฟังอาจแตกสลาย...แต่ก็ยังทำ



ทว่าคงไม่มีใครบนโลกนี้รับรู้ ว่าหัวใจของเชวมินโฮมันแตกละเอียดเป็นผุยผงไปนานแล้ว



อีแทมิน ช่วยเกลียดผู้ชายที่ชื่อเชวมินโฮคนนี้ ช่วยเกลียดเค้าให้มากๆ แล้วก็เลิกเรียกเค้าว่า ‘พี่มินโฮ’ เสียที





“จูบแทมินอีกสิ จูบจนกว่าพี่จะจำได้ว่าพี่คือพี่มินโฮของแทมิน”


ลมหายใจที่ยังรินรดใกล้เพียงปลายจมูกไม่ได้ถอยห่างไปไหนไกลจากเมื่อหนึ่งนาทีที่แล้ว นัยน์ตาดำขลับที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดราวกับอัญมณีเลอค่าคือสิ่งที่มินโฮเห็นมัน
ชัดเจนที่สุด ใกล้เพียงเอื้อม..แต่กลับไม่ไขว่คว้าเก็บมันเอาไว้

โง่สิ้นดี...

“ถ้ายังคิดว่าแทมินกุเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ก็จูบแทมิน จูบจนกว่าพี่จะจำเรื่องของเราได้...”


เพราะความอบอุ่นจากจุมพิตอ่อนไหวเป็นสิ่งที่แทมินเคยคุ้นจนใจหาย สัมผัสจากพี่ชายที่แทมินโหยหามาแสนนาน ไม่มีวันที่เขาจะลืม...

ภายใต้ซอกหลืบของหัวใจที่แทบไม่มีแรงเต้น แทมินหวังเพียงว่าพี่มินโฮจะยังไม่ลืม ‘จูบของเรา’ เหมือนกัน


“จูบแทมิน...อีกครั้งสิ”



ดวงตากลมโตเว้าวอนผ่านแสงจันทร์ทอประกาย แพรขนตานิ่งไม่กระดิกราวรูปปั้นเทพธิดาองค์น้อย นัยน์ตาสั่นไหวไม่ละไปจากใบหน้าของพี่ชาย 



แต่สิ่งที่มินโฮยื่นกลับมาให้ กลับเป็นไออุ่นที่ห่างไกลออกไป...แผ่นหลังกว้างเล็กลงเรื่อยๆ กระทั่งหายลับไปจากกรอบประตูที่ปิดกระแทกเสียงดังสนั่น


ก็ว่าจะไม่ร้องไห้..



แต่แทมินคงต้องเข้มแข็งกว่านี้อีกซักพันเท่า…




*




ผลของการร้องไห้ทั้งคืน ก็คือการที่ถูกช่างแต่งหน้าบ่นเรื่องรอยคล้ำใต้ตาจนหูชา แต่แทมินเพียงแค่ยิ้มบางๆส่งให้แทนคำแก้ตัวที่พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ชางมี,สาวประเภทสองหน้าสวยก็เลยทำได้แค่ถอนหายใจพลางบุ้ยปากกับตัวเอง อยากถามนายแบบตัวน้อยว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า แต่ความสนิทสนมที่มีไม่มากพอทำให้หล่อนไม่กล้าเอ่ยปากถามอะไรออกไป

มินโฮที่เพิ่งปลีกตัวออกจากกลุ่มนักข่าวได้มุ่งหน้าตรงมายังจุดที่แทมินยืนอยู่ รอยยิ้มทรงสเน่ห์ที่ถูกใช้กวาดคะแนนนิยมจากเหล่าสื่อมวลชนมลายหายไปเพียงแค่สบตาเข้า
กับเขา

อีแทมินคงน่ารังเกียจจนแม้แต่รอยยิ้มก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับสินะ...

“คุณอีแทมินคะ เชิญที่ฉากค่ะ!”

เสียงเรียกผ่านไมค์ทำให้ร่างบางสะดุ้งและรีบหันกลับไปยังกลุ่มคนที่วุ่นวายด้านหลัง

“คุณมินโฮว่ายังไงฮ๊า โอเคแล้วนะ เสื้อผ้าหน้าผม” ชางมีบีบเสียงเล็กเสียงน้อยตามจริต ถามร่างสูงที่เพียงแค่มองนายแบบตัวเล็กด้วยสายตาเรียบเฉย

คล้ายจะไม่สนใจ แต่ก็ไม่รู้ทำไมมือหนาถึงได้ยื่นไปเกลี่ยเส้นผมที่ระข้างแก้มใสนั้นออกให้


กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อนัยน์ตาแสนเศร้าช้อนขึ้นมองสบกันด้วยความสับสน


มินโฮจึงผละออกมาอย่างเก้ๆกังๆ



เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกปวดปลาบตรงหัวใจที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันเกิดจากแววตาเศร้าหมองของอีแทมินหรือเกิดจากเงาสะท้อนร่างตนเองจากกระจกตาดำขลับน
ั่นกันแน่? 

และไม่รู้อีกเหมือนกัน ว่าความสับสนที่เล่นงานตัวเขาอยู่ตอนนี้ มันเป็นเพราะการที่เดินวนเป็นวงกลม..สุดท้ายแล้วก็วกกลับมาที่จุดเริ่มต้น หรือมันเป็นเพราะเขากำลังเดินอยู่ในเขาวงกตที่หาทางออกไม่เจอ

ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งกลายเป็นโง่


“เอสเพรสโซ่เย็นแก้วครับ” มินโฮตัดสินใจเดินออกมาจากกองถ่ายภาพโปสเตอร์เพื่อเตรียมเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่รับฤ
ดูใบไม้ผลิซึ่งมีอีแทมินเป็นพรีเซนเตอร์ และเมื่อคิดไม่ออกว่าจะไปที่ไหนดี จึงมาลงเอยที่คอฟฟิชอปตรงล็อบบี้

“มินโฮ? เชวมินโฮ!!”

สมองยังไม่ทันได้ประมวลผลหาต้นตอของเสียงนั้น ไหล่หนาก็ถูกคว้าจนตัวหมุนพร้อมกับทั้งร่างบางที่กระโจนเข้าใส่จนเกือบหงาย “นายจริงด้วย!!!วู้วววว ดีใจจัง^O^”

เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูกด้วยซ้ำก็เลยได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายเขย่าจนหัวโคลง และเมื่อร่างเพรียวนั่นผละออกไป มินโฮถึงได้เบิกตาโพลง “ยัยซูจอง?”

คริสตัลทำท่าจะต่อว่าเพื่อนเรื่องที่ไม่ยอมเรียกเธอเหมือนคนอื่นๆแต่แล้วก็หุบปากเพร
าะไม่อยากหาเรื่องกันตั้งแต่เจอหน้า อุตส่าห์ข้ามทวีปมาหาก็ขอให้ได้เสวนากันอย่างสร้างสรรค์หน่อยเถอะ

“อยู่นี่ได้ไง?”

“มาทำงานกับบริษัทนายนั่นแหละ”

มินโฮขมวดคิ้ว

“จำยูมิได้ป่ะ รายนั้นลาออกจากที่ทำงานแล้วก็ไปรับจ๊อปอิสระแทน แล้วพอดีกับที่มีงานในเกาหลี มันก็เลยมาชวนฉัน ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจหรอก แต่พอเช็ครายชื่อผู้ร่วมงานแล้วเจอชื่อนาย เชวมินโฮ..ฉันงี้สะดุดกึกเลยอะ แล้วพอเช็ครายละเอียดชื่อบริษัทก็ถูกเผง เลยคิดว่าใช่นายชัวร์ๆ” คริสตัลเล่าซะน้ำไหลไฟดับ ตากลมๆนั่นยิบหยีเพราะรอยยิ้มที่ดันแก้มขึ้น

“แล้วทำไมไม่บอกว่าจะมา?”

“อยากเซอร์ไพรซ์อะ เป็นไง อึ้งสุดๆเลยใช่ป๊ะล่า??”

คราวนี้มินโฮถึงกับถอนหายใจ “สมมติถ้ามีแค่ชื่อแล้วฉันไม่ได้มาเองจะทำยังไง?”

“ก็ไม่ทำไง ก็โทรบอกให้นายมารับ ฮ่าๆ”

“ยัยตัวแสบ” และเพราะความร่าเริงที่น่าหมันไส้ มินโฮก็เลยอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปขยี้ผมสลวยนั่นแรงๆ “แล้วนี่มาทำงานอะไร?”

“จัดสถานที่น่ะ” คำตอบนั้นทำให้มินโฮยิ่งข้องใจ สถานที่งั้นเหรอ? ไอ้ที่เห็นเมื่อกี๊มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรนอกจากกำแพงขาวๆกับเก้าอี้อีกสองสามตัว ปกติแล้วงานที่คริสตัลจะทำมันต้องออกแนวอาร์ตๆหน่อยสิ

“ไม่เห็นจะใช่แนวเธอ”

“ก็มาช่วยงานยูมิมันเล่นๆ แต่อันที่จริงคืออยากมาเกาหลี^^” ตามจริงคริสตัลอยากพูดว่า ‘ที่จริงอยากมาหานาย’ มากกว่า!

พอดีกับที่กาแฟที่มินโฮสั่งได้พอดี พวกเขาเลยพากันเดินคุยเรื่องสัพเพเหระกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายเดือ
น คริสตัลที่กำลังคุยอย่างออกรสกวาดตามองไปรอบๆ ไม่ได้ตั้งใจเลือกเป้าหมายเป็นที่ใด แต่ก็เผลอหยุดสายตาไว้ที่นายแบบตัวบางภายใต้เสื้อสีเมทัลลิกคนนั้นอย่างช่วยไม่ได้


ถึงมันจะผ่านมานานแล้ว.. แต่วินาทีที่ใบหน้าเรียวเล็กนั้นเข้ามาอยู่ในกรอบสายตา ภาพบางภาพที่เลือนหายไปนานแล้วกลับผุดขึ้นมาให้นึกถึง

ภาพวาดดินสอไม้ของเชวมินโฮ

เรียวหน้าได้รูปตวัดกลับมามองเพื่อนตัวสูงซึ่งยืนอยู่ข้างๆกัน 


โลกใบนี้ยังมีเรื่องบังเอิญอีกเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง...

และเธอเองก็อยากคิดว่าเรื่องนี้มันคงเป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกัน



คริสตัลมองใบหน้าด้านข้างของเพื่อนตัวสูง ก่อนจะหันมองตามปลายสายตาคมนั้นไปอย่างเชื่องช้า..สายตา..ที่หยุดไว้บนร่างเล็กซึ่งถ
ูกแสงแฟลชสาดใส่จนสว่างวาบ




ร่างสูงของเพื่อนที่เธอแอบรักมา 7 ปีนั่งอยู่ตรงหน้า

มือบางหยิบเอาแก้วทรงเตี้ยซึ่งบรรจุน้ำสีอำพันไว้ครึ่งแก้วขึ้นดื่มทีเดียวหมด ก่อนจะตามด้วยการเทเพิ่มลงไปอีกสองสามแก้ว และจัดการมันในแบบเดียวกัน

“ดื่มเยอะไปแล้วนะ”

“แค่สามแก้วเอง” คริสตัลตอบพร้อมชูสามนิ้วประกอบ เธอยิ้มตาหยี มือบางเอื้อมสุดแขนเพื่อดึงเอาขวดเหล้ากลับมาคืน และมินโฮเองก็ไม่ได้ขัดใจ เขายอมปล่อยให้เพื่อนตัวเล็กเทเครื่องดื่มฤทธิ์ร้ายนั่นลงแก้วตัวเอง “ม่ะ ชน~”

“ที่จริงคนที่ควรเมามันต้องเป็นฉันนะ ซูจอง”

คนที่มีชื่อจริงว่าซูจองหน้ามุ่ยทุกทีที่ถูกเรียก “ทำไมอะ?”

มินโฮกระตุกยิ้มพร้อมกับมือที่ยกแก้วขึ้นจดริมฝีปาก

“ฉันเดาว่าเป็นเพราะอีแทมิน”

คนที่กลืนของเหลวสีเข้มลงคอไปได้ครึ่งแก้วจำต้องชะงักแล้วหันมามอง “นายแบบคนนั้น คืออีแทมิน ถึงไม่เคยเห็นหน้า แต่ฉันก็รู้...” คริสตัลพูดต่อ

“แล้วที่ฉันเดาว่าพวกนายคงยังไม่เคลียร์กันก็เพราะสายตาของนาย...”

“......”

“สายตาที่เหมือนจะไม่มีความสุขของนาย แต่มันก็ไม่ใช่..บางทีก็ดูเหมือนนายมีความสุข..มากกว่าตอนอยู่ฟลอเร้นส์ซะอีก” คริสตัลหัวเราะเบาๆปิดท้าย..หัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง

ดวงตาดำขลับของคนที่กำลังสับสนกำลังกลอกไปมาอยู่ตรงหน้าเธอ ก่อนที่มันจะไปหยุดอยู่ที่แก้วใบใสในมือข้างขวาของตัวเอง มินโฮยิ้มบางให้กับมัน

“อืม ฉันมีความสุข..ปนกับความทุกข์ ทั้งสุขทั้งทุกข์จนไม่รู้ว่าอย่างไหนมันมีมากกว่ากัน”

“บางที แค่ได้เห็นใบหน้านั้นมันก็อดยิ้มไม่ได้ รู้สึกอุ่นวาบไปทั้งอกตอนที่คิดว่ามันคงเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เราได้กลับมาพบกัน....


“แต่บางทีก็เจ็บ เจ็บเพราะข้างกายอีแทมินไม่ว่างให้ฉันกลับไปยืนเหมือนเก่า”

คริสตัลตั้งใจฟังทุกคำพูดของเชวมินโฮ รู้ดีว่ายิ่งรับฟัง ใจตัวเองก็ยิ่งเจ็บ แต่จะทำยังไงได้ คนที่ทำได้แค่แอบรักเพื่อนสนิท มีปัญญาทำเพื่อความรักของตัวเองได้แค่นี้จริงๆ...

ถ้าฉันยังคงเป็นคนๆเดียวที่นายสามารถพูดทุกอย่างให้ฟังได้

แค่นั้น..จองซูจองคนนี้ก็ดีใจมากมายแล้ว



เพลงคลาสสิคบรรเลงคลอเบาๆไปกับเรื่องราวระหว่างเชวมินโฮและอีแทมิน



“เมื่อคืน ฉันจูบเค้า”



บทเพลง..ที่แสนเศร้า



ตุ่บ!


คล้ายหัวกำลังจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ นึกไม่ออกว่าตอนนี้ตัวเองอยู่บนส่วนไหนของโลก และกำลังอยู่ในท่าทางแบบไหน ถ้ายืนคงทำไม่ได้แน่เพราะโลกหมุนติ้วจนทรงตัวไม่อยู่ ถ้านั่งก็คงไม่ต่างกัน ดีไม่ดีอาจหงายท้องตกเก้าอี้ได้ แต่ถ้านอน..ก็อาจเป็นไปได้


มินโฮส่ายหัวเบาๆให้กับสภาพ ไม่สิ..ต้องเรียกกว่าหมดสภาพถึงจะถูก คริสตัลเลื้อยไปกับเตียงกว้างแป๊บนึงก็หยุดนิ่งแล้วหลับไปอย่างง่ายดาย เขาจึงดึงผ้าห่มจากปลายเตียงขึ้นมาห่มให้จนถึงคอ

“มินโฮ....”

ถึงจะไม่ชัดเจน แต่ก็แน่ใจว่าคงไม่ใช่คำอื่น

“นายไม่เคยรู้เลย ไม่เคย...รู้.....อะไรเลย”





รู้สิ เขารู้ดี และก็รู้มาตลอด





*




แทมินรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อยเพราะการได้ตื่นมารับอากาศบริสุทธิ์แต่เช้า เมื่อวานตารางงานที่อัดแน่นทำให้สมองลืมคิดเรื่องราวบางเรื่องไปเสียสนิท แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี..เพราะแทมินก็ไม่อยากที่จะคิดถึงมันแล้วเหมือนกัน

เมื่อวาน..เมื่องานเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่เมื่อช่วงบ่ายและงานเลี้ยงแถลงข่าวการขยายต
ลาดแฟชั่นอย่างเป็นทางการเมื่อตอนช่วงหัวค่ำจบลง แทมินก็ถูกรั้งตัวจากผู้ร่วมงานให้ไปร่วมปาร์ตี้ต่ออีกประมาณสองชั่วโมง กระทั่งรู้สึกได้ว่าโดนค็อกเทลสีหวานแต่ฤทธิ์ไม่ได้หวานตามไปด้วยเล่นงานเข้าเสียแล้
วจึงขอตัวออกมา ไม่คิดจะใส่ใจว่าอีกคนที่มาด้วยกันจะอยู่ที่ไหน แทมินก็ตรงดิ่งกลับมาที่ห้องพักและทิ้งตัวลงนอนในแทบจะทันที

ไม่ได้ยินเสียงไขกุญแจจากห้องข้างๆ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกลับดึกแค่ไหน



วันนี้ต้องขับรถกลับโซลด้วย ...



เท้าของแทมินที่กำลังก้าวไปยังหน้าประตูห้องซึ่งอยู่ถัดออกไปเป็นต้องหยุดนิ่ง ..เป็นห่วงเค้างั้นเหรอ?

นายกำลังเป็นห่วงคนที่เพิ่งจะดูถูกนายอยู่นะ อีแทมิน



แกร่ก...


“อือออออ รู้แล้วล่ะน่า” 

บานประตูที่ถูกผลักออกมาทำให้ใบหน้าหวานหันมองตามสัญชาตญาณ

“ดีมาก งั้นไว้เจอกันที่โซลนะ”

น้ำเสียงสดใสของเชวมินโฮ และฝ่ามือหนาที่เอื้อมออกไปขยี้ผมของผู้หญิงตัวบางในชุดเดรสสั้นที่ยับยู่.. เสียงและภาพเหล่านั้น..กำลังปรากฏอยู่ต่อหน้าแทมิน

“เลี้ยงข้าวด้วยนะ เคป่ะ?”

กำลังจะมะเหงกใส่เพื่อนตัวดีที่เห็นแก่กิน แต่กลับต้องชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นอีกร่างที่ยืนอยู่ไม่ห่าง มินโฮลดมือนั้นลงข้างตัวจนคริสตัลต้องหันตัวกลับไปมองข้างหลังตาม

แทมินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกจนน่าตกใจ กว่าจะคิดออกว่าต้องทำอะไร ก็เผลอแสดงอาการน่าอายออกไปให้เห็นเสียแล้ว แทมินเดินกลับไปกลับมาอย่างคนที่ไม่รู้จุดหมายปลายทาง สมองพร่าเบลอเช่นเดียวกับดวงตาที่มองอะไรไม่เห็นอีกแล้วนอกจากม่านน้ำตาที่บดบัง

คริสตัลตวัดใบหน้ากลับมามองมินโฮ แต่สิ่งที่เห็นมันทำให้เธอพูดอะไรไม่ออก บนสีหน้าที่เรียบเฉยนั้น ราวกับไม่รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลยซักนิด


มินโฮ นายใจร้ายเกินไปแล้ว





แทมินพาร่างที่แทบไม่มีแรงเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จุดหมาย กระทั่งท่อนขาทั้งสองมันก้าวต่อไปไม่ได้ เขาจึงได้หยุดมันไว้และเอาแต่ร้องไห้จนตัวโยน

ความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้ แทมินไม่รู้เลยว่ามันเรียกว่าอะไร รู้แค่หัวใจมันเจ็บ เจ็บจนต้องใช้ฝ่ามือกดมันเอาไว้ให้แน่น อาจจะเหมือนแผลมีดบาดก็ได้ กดมันเอาไว้ ไม่นานก็คงหายเจ็บ

“คุณครับ”

“อ้ะ!” ใบหน้าขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาตวัดหันมองข้างตัวด้วยอาการสะดุ้ง

“โทรศัพท์คุณดัง..นานแล้ว” ชายแปลกหน้าบอกด้วยอาการไม่มั่นใจ แทมินจึงรู้สึกขึ้นมาได้ว่าเสียงริงโทนกำลังรบกวนคนรอบข้างอยู่จริงๆ คนตัวเล็กโค้งศีรษะให้เล็กน้อยแทนคำขอโทษและรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

‘พี่จงฮยอน’


แทมินมองมัน..ด้วยความคิดที่ว่างเปล่า



สุดท้าย ก็เลือกที่จะกดโหมดเงียบ...



อีแทมิน..ตอนนี้นายเข้าใจความรู้สึกของเชวมินโฮหรือยัง?

ความรู้สึกตอนที่เห็นอีกคนมี ‘คนรักใหม่’ น่ะ




เจ็บใช่มั้ย?
 
 
 
ระหว่างทางกลับโซลนั้นเงียบเชียบจนน่าอึดอัด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครนึกอยากทำลายบรรยากาศไม่น่าอยู่แบบนั้นเลยสักคน หรือบางที คนทั้งคู่อาจจะรู้ดีว่าหากพูดออกไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นถึงได้เลือกที่จะงับปากแน่นสน
ิทเอาไว้แบบนั้น


โทรศัพท์คีย์ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเช้า มือที่ถือโทรศัพท์แนบหูอยู่จึงเปลี่ยนไปหย่อนมันลงกระเป๋ากางเกงแทน แทมินไขกุญแจห้องและลากเอากระเป๋าเดินทางเข้าไปด้วย ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวนุ่มอย่างอ่อนแรง มือบางกุมใบหน้าที่ร้อนผ่าวเหมือนจะร้องไห้นั้นเอาไว้


“เลิกกุเรื่องไร้สาระนี่ซักที คุณเองก็มีพี่จงฮยอนอยู่แล้ว..มันยังไม่พออีกหรือไง...”


นั่นสิ.. ตอนนี้เขามีพี่จงฮยอนเป็นคนรัก แต่กลับคิดถึงแต่เรื่องพี่มินโฮจนลืมนึกถึงความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ..สายตาเฝ้ามองพี่มินโฮแต่มือกลับไม่ยอมปล่อยจากพี่จงฮยอน

แทมิน..ที่เชวมินโฮพูดน่ะถูก


คนไม่รู้จักพอ



มีคนเคยบอกว่าการอยู่คนเดียวนั้นยิ่งทำให้ฟุ้งซ่าน แทมินจึงตัดสินใจออกมาหาคีย์ที่ห้อง ถึงแม้จะติดต่อไม่ได้แต่ก็ขอให้ได้เห็นกับตาว่าตัวก็ไม่อยู่ กำปั้นเล็กๆเคาะลงบนบานประตูไม้สีเปลือกไข่ไก่ ความคิดที่ว่าหากไม่พบก็จะตามไปถึงที่ทำงานหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงบิดลูกบิดประตูจาก
อีกฝั่ง 

แต่คนที่โผล่หน้าออกมากลับไม่ใช่คีย์

“ขอโทษครับ ผมคงจำห้องผิด..”

“คือว่า!”

“คีย์บอกแล้วใช่มั้ยว่าจะเปิดเอง อ้ะ ท..แทมิน!” คีย์ในสภาพหัวยุ่งๆอย่างที่แทมินไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักทำหน้าเหวอใส่แข่งกับเขา แต่เหตุผลที่ต้องเหวอกันนั้นคนละอย่าง ที่แทมินเหวอเพราะหน้าแตกคิดไปว่าจำห้องผิด แต่ที่คีย์เหวอนั้นคงเพราะ....


ผู้ชายตัวขาวตาตี่ๆที่ยิ้มจนตาเป็นขีด


“ไหนว่ากลับพรุ่งนี้ไง?”

“ตารางเลื่อนน่ะ เลยเสร็จเร็ว” แทมินตอบคำถามนั้นไปเพราะไม่รู้จะพูดอะไร

คีย์เหล่ตามองคนข้างๆที่ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยเขินๆ แล้วก็ตัดสินใจแนะนำ “น..นี่พี่อนยู แฟนฉันเอง”

“...” แทมินยิ้มแหยตอบกลับอีกคนที่ยิ้มจนตาหยี

“พี่อนยู นี่แทมิน เพื่อนที่คีย์เคยเล่าบอก” 

อนยูโค้งหัวให้นิดหน่อยอย่างคนอัธยาศัยดีพร้อมกับมือที่ยื่นออกมาข้างหน้า แทมินที่ก็ไม่ใช่คนถือตัวอะไรอยู่แล้วจึงยื่นมือออกไปสัมผัสทักทาย ก่อนจะวกสายตากลับมาที่เพื่อนตัวขาว(แต่น้อยกว่าแฟนมันนิดหน่อย) กวาดมองตั้งแต่หัวจดเท้าที่ยังคงเป็นชุดนอนลายทางสีชมพูเต็มยศ “ฉันว่า ฉันไม่รบกวนนายดีกว่า”

“เฮ้ย ไม่เป็นไรแทมินนี่ ขนาดว่านายมาถึงนี่ คงต้องมีอะไรแน่ๆ ใช่มั้ย?” และคีย์ก็เพิ่งสังเกตเห็น “ตานาย ทำไมมันช้ำแบบนั้นล่ะ แทมินนี่ เกิดอะไรขึ้น??” 

“ม..ไม่เป็นไร ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”

“จะไม่เป็นอะไรได้ยังไง! ฉันรู้ว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น ฉันรู้ตั้งแต่ตอนที่นายบอกว่าจะไปแทกูกับเชวมินโฮนั่นแล้ว!!!” คีย์เผลอขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว กระทั่งสัมผัสอุ่นๆที่แนบลงกับต้นแขนทำให้เขาผ่อนลมหายใจออกมา พี่อนยูลูบมือเบาๆเหมือนจะบอกให้ใจเย็นๆ

“ฉ..ฉันขอโทษแทมิน”

ร่างบางนิ่งไปตั้งแต่ได้ยินคำว่าเชวมินโฮ และก็นิ่งอยู่อย่างนั้นจนคีย์ยิ่งโมโหตัวเองที่พูดจาบ้าๆออกไปแบบนั้น

“คีย์ อย่าพูดชื่อนั้น” เขารู้สึกว่าในเนื้อเสียงมันสั่นเหลือเกิน แทมินกระพริบตาถี่เพื่อไล่บางอย่างที่รู้ดีว่าอีกไม่นานมันคงจะไหลอาบแก้ม “ขอร้องล่ะ อย่าพูดถึงเค้าอีกเลย”


คิบอมกัดริมฝีปาก และหันมองคนข้างตัวอย่างขอคำปรึกษาและพี่อนยูก็ช่วยเค้าได้เสมอ “พี่ว่า คีย์พาเพื่อนเข้าไปในห้องก่อนดีมั้ย ดื่มอะไรอุ่นๆ นั่งดูทีวีเพลินๆจะได้สบายใจ”

และพี่อนยูก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ใจดีด้วยการบอกให้คีย์พาเพื่อนไปนั่งรอที่ห้องร
ับแขก ส่วนตัวเองก็เดินลิ่วเข้าครัวไปชงชาพีชร้อนๆมาให้

“ขอบคุณฮะ” แทมินเอ่ยเสียงแผ่วและอนยูเองก็ยิ้มตอบพลางเลื่อนแก้วเซรามิกกรุ่นกลิ่นหอมของชามาไว
้ตรงหน้า

“เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเปลี่ยนชุดนะ” คีย์พยักหน้าให้ และเมื่อร่างของพี่อนยูลับขอบประตูห้องนอนไปแล้วเขาก็หันกลับมาหาเพื่อนตัวเล็กที่กำ
ลังยกถ้วยชาขึ้นจิบ ให้เวลาเพื่อนซึมซับกลิ่นหอมและรอจนแทมินเงยหน้าขึ้นสบตาตอบจึงเริ่มบทสนทนาที่คีย์ส
ัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้มันเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ชื่อเชวมินโฮแม้แต่นิด

“เป็นไง ถ่ายแฟชั่น ตื่นเต้นป้ะ?”

“ตื่นเต้นสิ” แทมินค่อยคลี่ยิ้ม พยายามที่จะยิ้ม เพราะใครๆหลายคนเคยบอกว่าเขายิ้มสวย..แทมินก็แค่คิดหาเหตุผลไม่ออก ใช้เหตุผลนี้ในการยิ้มคงได้ใช่มั้ย?

“เพิ่งรู้ว่าการเป็นนายแบบมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

“โว้ว จริงสิ นี่คิมคิบอมมีเพื่อนเป็นนายแบบแล้วเหรอเนี่ย อย่างงี้ต้องเอาไปคุยโม้ที่ทำงานแล้วล่ะ”

แต่แล้วหน้าของแทมินก็มุ่ยลง “ว่าแต่นายเหอะ มีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกกันเลย ฉันไม่สำคัญแล้วใช่มั้ย?”

“เปล่านะ นายน่ะ สำคัญกับฉันที่สุดอยู่แล้ว แต่ว่า...” เมื่อกี๊ไม่ได้คิดเลยแฮะว่าแทมินจะวกมาประเด็นนี้ได้ ถึงคิมคิบอมจะเก่งในเรื่องการรับหน้า แต่กับเรื่องรักๆใคร่ๆ(ของตัวเอง)มันก็ตั้งตัวยากพอดูเหมือนกัน

“นายจำ..พี่อนยูได้รึเปล่า?”

คนถูกถามหรี่ตาลงอย่างคนใช้ความคิด

“อาจารย์อนยู...”

ตากลมค่อยๆเบิกกว้างจนกลายเป็นตาโตๆ อีแทมินชี้นิ้วไปยังห้องนอนที่มั่นใจว่าพี่อนยูต้องอยู่ในนั้นแน่ๆ(เว้นแต่ว่าพี่อนย
ูจะอุตริโดดระเบียงจากชั้น 7 ลงไปน่ะนะ...) “กับนาย?” แล้วก็วกนิ้วมาชี้ที่คีย์

นอกจากพยักหน้าหงึกหงักแล้วคีย์ก็คิดที่จะทำท่าอย่างอื่นไม่ออก

“มันเกิดขึ้นช่วงเดียวกันกับที่นายหายตัวไป พี่อนยูเข้ามาตอนที่ฉันเสียใจมากๆ ทีแรกฉันคิดว่ามันไม่เหมาะสมที่ครูกับนักเรียนจะมีความรู้สึกแบบนั้นให้กัน แต่เพราะความดีของเค้า..ทำให้ฉันปฏิเสธหัวใจตัวเองไม่ได้ และมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ว่าฉันไม่มีใคร เพราะพี่อนยูไม่ใช่ ‘ใคร’ ก็ได้”

พอฟังถึงตรงนี้ ไม่รู้ทำไม แทมินถึงได้คิดถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมา

แล้วพี่จงฮยอนล่ะ เป็น ‘ใคร’ สำหรับเขา?

“แต่อย่างที่ฉันเคยเล่าบอกไป ว่าฉันต้องย้ายไปอเมริกา” คีย์เล่าต่อ ทำให้แทมินหยุดคิดและเทความสนใจกลับมาที่เพื่อนสนิทตามเดิม “เพราะไม่อยากให้พี่อนยูต้องรอ ก็เลยบอกไปว่าให้ลืมฉันซะ”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็ไม่รู้นี่นาว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะได้กลับมาเจอกัน ในเมื่อช่วงเวลายาวนานแบบนั้นอาจจะมีใครที่ดีกว่าเข้ามาในชีวิตก็ได้ ฉันก็แค่ไม่อยากปิดโอกาส ทั้งของพี่อนยู ทั้งของฉัน”

“แต่ทั้งนาย ทั้งพี่อนยู ต่างก็รอกัน...”

“มันลืมไม่ได้.....” คีย์เว้นวรรค “ตอนแรกคิดแบบนั้น แต่ตอนนี้ฉันเพิ่งรู้ว่า ‘ลืมไม่ได้’ กับ ‘ตั้งใจรอ’ มันไม่เหมือนกัน”

“เราเพิ่งกลับมาเจอกันเมื่อก่อนวันที่นายจะไปต่างจังหวัดวันเดียว ก็เลยไม่มีโอกาสได้บอกน่ะ” แล้วคีย์ก็ยื่นนิ้วก้อยมาชิดปลายจมูกโด่งรั้น “อย่างอนน้า~”

“อื้อ!” แทมินเกี่ยวนิ้วก้อยตอบไป ..ดีใจกับความรักที่สมหวังของนายด้วยนะ..คีย์เพื่อนที่ฉันรักที่สุด

“แทมินนี่! อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันนะ ถึงคราวฉันโชว์ฝีมือให้นายดูมั่งแล้ว^^” คีย์ผุดลุกขึ้นอย่างร่าเริง ก่อนจะเผลอบ่นออกมา “แล้วนี่ทำไมพี่อนยูไปเปลี่ยนเสื้อนานจัง...สะดุดไม้แขวนจนโดนกองเสื้อทับเอาหรือไงน
ะ?”



มีแฟนซุ่มซ่ามนี่ก็ทำให้เรากลายเป็นคนคิด(ประหลาด)มากได้เหมือนกันนะ!



*



ทั้งที่คีย์ออกปากชวนให้ค้างด้วยกันที่ห้องแล้ว แต่แทมินทำใจที่จะเป็นก้างขวางคอเพื่อนไม่ได้ จึงปฏิเสธคำชวนนั้นแม้จะใช้เวลานานพอสมควร คีย์ทำปากเบะแก้มป่องตามสเต็ปเวลาโดนขัดใจแต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยเขากลับ แทมินยอมรับว่าวันนี้เขามีความสุข และก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่ตัดสินใจไปหาคีย์ที่ห้อง แต่ตอนที่ออกมาจากห้องของคีย์ มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องตวัดแขนกอดตัวเอง ..ความรู้สึกโดดเดี่ยวกับสายลมเย็นๆที่วูบผ่าน เวลาสัมผัสโดนกาย มันจะหนาวเท่ากันหรือเปล่า?

วูบ...

แทมินชะงักเพราะอ้อมกอดที่โถมใส่จากข้างหลัง หัวใจเต้นรัวด้วยอารามตกใจก่อนที่มันจะกลับมาเต้นจังหวะปกติเมื่อกลิ่นกายคุ้นเคยลอย
แตะจมูก

“พี่จงฮยอน...”

“เมื่อเช้า พี่โทรฯหาทำไมไม่รับ? แล้วทำไมวันนี้ถึงต้องปิดมือถือทั้งวันด้วย พี่เป็นห่วงนะรู้มั้ย” 

เมื่อเช้าที่โทรฯไปแล้วไม่รับ เขาคิดเอาว่าอาจเพราะแทมินคงยุ่งอยู่กับงานจึงไม่ได้โทรฯซ้ำไปรบกวนอีก กระทั่งเชวมินโฮกลับมาที่บ้านและบอกว่าตารางงานเลื่อน เขาจึงได้คิดโทรฯหาคนตัวเล็ก ทว่ากลับติดต่อไม่ได้ มาหาที่ห้องก็ไม่เจอ คิบอมก็ปิดมือถือเช่นกัน..และเขาก็ไม่รู้ว่าคิบอมพักอยู่ที่ไหน ถึงได้นั่งรออยู่แบบนี้...ตั้งแต่บ่าย จนตอนนี้ก็เกือบห้าทุ่มเข้าไปแล้ว

“แทมิน ทีหลังอย่าทำแบบนี้ อย่าทำให้พี่เป็นห่วงแบบนี้” แทมินรับรู้ถึงแรงกอดรัดที่แน่นขึ้น ก่อนที่มันจะถูกคลายออกพร้อมกับตัวของเขาที่ถูกจับพลิกให้หันไปสบตา

“แทมินขอโทษนะ”

คิมจงฮยอนไล่สายตามองจนทั่วใบหน้าใสที่ดูอิดโรย มือหนายกขึ้นมาปัดปอยผมน่ารำคาญออกให้ “แล้วนี่ไปไหนมา หืม?” 

“ไปหาคีย์”

“ทานอะไรมาหรือยังครับ?”

แทมินพยักหน้า ตากลมสบกับนัยน์ตาสีนิลที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น “เข้ามาข้างในก่อนสิฮะ”

“ไม่เป็นไร พี่ไม่อยากรบกวนแทมิน ให้แทมินพักผ่อนดีกว่า ดูสิ..หน้าโทรมหมดแล้ว” ไม่พูดเปล่า นิ้วโป้งก็ไล้ผิวแก้มเบาๆและเลื่อนไปแตะขอบตาที่บวมจากการร้องไห้นั้น จงฮยอนเลื่อนมืออีกข้างขึ้นมาประคองใบหน้าใส ร่นระยะห่างเพื่อประทับจูบไว้บนกลีบปากบาง

ถ้าบอกว่าเขายังทำใจไม่ได้ที่จะต้องเสียอีแทมินไป

เขาจะกลายเป็นคนที่น่าสมเพชมากหรือเปล่า?





กระแสตอบรับกับคอลเล็กชั่นใหม่ของแบรนด์ K.I.M. มีมากจนเกินความคาดหมาย อีกทั้งการขยายตลาดแฟชั่นไปที่แทกูก็ดูเหมือนจะไปได้สวย ทำให้บริษัทฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ 

“ท่านประธานคะ น่าจะมีปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จหน่อยนะคะ” ซอนบีเจ้าแม่ไอเดียออกความคิดเห็นขึ้นมากลางที่ประชุมอย่างไม่เป็นทางการ และก็ดูเหมือนจะมีคนเห็นด้วยไม่น้อย ถึงได้มีเสียงสนับสนุนตามเป็นลูกคู่ขึ้นมาทันทีทันใด

คิมจงฮยอนหรี่ตาลงราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างเคร่งเครียด ทำเอาคนอื่นๆในที่นั้นใจแป้วกันเป็นแถว

“ก็ดีเหมือนกันนะ”

“อ้ะ ว่าไงนะคะ??” ซอนบีทำเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง

“ศุกร์นี้เจอกัน อย่าลืมบอกทีมออกแบบกับฝ่ายสถานที่ด้วยนะครับ”

“นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว ยังใจดีด้วยนะคะเนี่ย”

คิมจงฮยอนก็เลยทำได้แค่ยิ้มเขินๆตอบกลับไป




“พี่ชายนายเนี่ยใจดีจังเนอะ?” มินโฮมองเพื่อนตัวเล็กที่คล้องแขนเข้ากับท่อนแขนเขาอย่างเนียนๆ “อะไร เดี๋ยวนี้ควงไม่ได้? กลัวเรทติ้งตกเหรอไง??” กะจะแกล้งลอยหน้าลอยตาใส่เพื่อนหน้านิ่งเสียหน่อยแต่กลายเป็นคริสตัลเองที่ต้องนิ่งไ
ป แขนเล็กค่อยคลายออก สายตาจับจ้องไปที่ผู้ชายคู่หนึ่งที่ห่างออกไปเพียงสองก้าว

คริสตัลโค้งทักทายให้คนที่เธอรู้จักในนามของประธานบริษัท ซึ่งฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ทำให้เธออึดอัดด้วยการโค้งกลับเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าร้านไปก่อ
นโดยที่มือข้างหนึ่งจับจูงผู้ชายหน้าหวานที่เธอจำได้ดีว่าเป็นใครเดินตามไปด้วย

แล้วก็ต้องมาสะดุ้งเพราะจู่ๆมินโฮก็ดึงมือเธอกลับไปคล้องแขนพร้อมกับทำท่าจะลากเธอเข
้าไปในงานพร้อมกัน “นี่!!” คริสตัลรั้งตัวเองไว้ก่อนจะดึงมือกลับมา “อย่ามาใช้ฉันเป็นเครื่องมือนะ!”

“เมื่อกี๊เธอยังอยากควงฉันอยู่เลย”

“แต่ตอนนี้ไม่อยาก” คริสตัลจ้องร่างสูงเขม็ง “เอาไว้ควงแล้วไม่มีใครเข้าใจผิด...แต่ถึงไม่มีวันนั้น ฉันก็จะไม่เสียใจที่ไม่ได้ควงแขนนาย ดีกว่าต้องมาทำให้ใครบางคนเจ็บแบบนี้”

“ซูจอง...” มินโฮเรียกชื่อนั้น ไม่รู้สิ..ในความคิดเขา คริสตัลก็เป็นชื่อที่เพราะ แต่เขากลับชอบเรียกชื่อจริงของอีกฝ่ายมากกว่า เพราะเขาชอบตัวตนของผู้หญิงที่ชื่อซูจอง ชอบความหวังดีและความห่วงใยที่ซูจองมีให้เขาเสมอ แต่ชอบ..ในแบบของเพื่อน 

คำว่า ‘เพื่อน’ ที่เขาจะไม่มีวันทำลายมัน


“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเธอจริงๆ”



พอได้ยินชัดๆแบบนี้ ก็เจ็บใช่เล่นแฮะ..


“ก็บอกแล้วไง ว่าจะไม่เสียใจ” โหะ..ทำไมรู้สึกว่าขอบตามันร้อนจี๋ขนาดนี้นะ?

“ขอบใจ ที่ยังรับรู้ความรู้สึกของฉัน” เธอกำลังฝืนยิ้ม รู้ตัวเลยแหละว่ารอยยิ้มที่อีกฝ่ายเห็นตอนนี้มันคงจะน่าเกลียดน่าดู “แต่ตอนนี้ฉันจะโกรธนาย!! โทษฐานทำฉันกร่อยตั้งแต่เริ่มงาน นี่!!! รับผิดชอบด้วย เต้นให้มันส์ที่สุด เคป้ะ!!!!”

มินโฮยิ้มออกมาได้หลังจากที่ทำหน้าซีเรียสอยู่นาน มือหนาเอื้อมไปขยี้ผมที่คิดว่าอีกฝ่ายคงตั้งใจจัดมาเสียสวยเช้ง “ห้ามเลิกเป็นเพื่อนกันนะเว้ย ขาดเธอไป ฉันคงแย่”

“อยากให้โวยเรื่องที่ทำผมฉันเสียทรงด้วยมั้ย?” คริสตัลยักไหล่ แต่มินโฮรีบส่ายหัว


ไม่ต้องห้ามหรอก ฉันเลิกเป็นเพื่อนกับนายไม่ได้แน่ๆล่ะเชวมินโฮ


ก็ไม่มีอย่างอื่นให้เป็นแล้วนี่...



*


“แทมิน ดื่มเยอะไปแล้ว” จงฮยอนที่เพิ่งกลับมาจากที่โดนเหล่าพนักงานลากตัวไปชนแก้วถึงกับหน้ามุ่ยที่คนตัวเล็
กของเขาดื่มมากเกินไป ถึงจะเป็นแค่คอกเทล แต่ดื่มมากเข้าก็เมาได้เหมือนกัน

“เป็นห่วงแทมินใช่มั้ย?” 

“แน่สิ ถ้าไม่ให้เป็นห่วงแทมินแล้วจะให้พี่ไปห่วงใคร” 

แทมินยิ้มหวานเมื่อได้ยินคำตอบ ใบหน้าได้รูปตวัดไปมองกลางฟลอร์ที่เพื่อนพนักงานคนอื่นๆกำลังเต้นกันอย่างเมามันส์ แต่สายตาเจ้ากรรมกลับมองเลยไปจนเห็นร่างสูงซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่ง ข้างๆมีผู้หญิงที่เขาเห็นวันนั้นนั่งอยู่ด้วย

“พี่จงฮยอน เต้นกับแทมินซักเพลงนะ”








ภาพที่เห็นท่ามกลางไฟหลากสีที่ตัดผ่าน แม้จะดูพร่ามัวในสายตาคนอื่นๆ แต่สำหรับเชวมินโฮแล้วมันกลับชัดเจน

เรือนร่างแบบบางในชุดเสื้อแขนยาวสีขาวสว่าง แม้ด้านหน้าจะทึบจนดูเหมือนไม่มีอะไร หากแต่เบื้องหลังกลับเป็นเพียงเนื้อผ้าซีทรูที่เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าไปเสียทุกส
่วน..สะโพกได้รูปโยกย้ายไปตามจังหวะเพลงร้อนแรงเช่นเดียวกับเรือนกายผอมบางที่แนบชิด

ปกับร่างโปร่งของคิมจงฮยอน ทุกอย่างอยู่ในสายตาของเขา ทุกอย่าง...แม้แต่ปรายสายตาที่ร่างเล็กนั้นเหลือบมองมาราวกับตั้งใจ


“แทมิน” จงฮยอนเรียกคนตัวเล็กที่ตอนนี้คล้องแขนไว้กับลำคอเขา ใบหน้าหวานซบอยู่กับอกเหมือนคนหมดแรง “แทมินครับ”

แทมินค่อยเงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตาเชื่อมน้ำเป็นประกายมองสบเขาราวกับจะกลั่นแกล้งให้ใจไม่เป็นสุข “พี่จงฮยอนไม่เต้นเลย~”

“แทมินเมาแล้วนะ รู้ตัวมั้ย?” 

“เปล่าซะหน่อย” ปากบอกอย่างนั้น แต่ตัวบางๆกลับโงนเงนไปข้างหลังจนเกือบหงายถ้าเขาไม่ใช้ท่อนแขนประคองเอาไว้

“ไปนั่งพักก่อนนะ” และคงเพราะแทมินก็คงรู้ตัวว่าเริ่มไม่ไหวแล้วเหมือนกันถึงได้ยอมเชื่อฟังและเดินตามเ
ขาไปทรุดตัวนั่งลงกับโซฟาด้านในซึ่งเป็นมุมสำหรับคนที่ไม่สันทัดเรื่องเต้น แทมินไม่ใช่คนหัวแข็งและถึงเมาแค่ไหนก็ยังคงมีสติพอที่จะควบคุมตนเอง

“ท่านประธานนนน อยู่นี่นี่เอง พวกเราตามหากันตั้งนานแน่ะ” พนักงานวัยรุ่นที่แทมินจำได้ว่าเป็นตัวหลักในทีมออกแบบคนหนึ่งเข้ามาดึงแขนคิมจงฮยอน
ที่เพิ่งจะผละออกจากเขาไปได้ไม่นาน “เชิญทางด้านโน้นหน่อยครับ พวกเราอยากชนแก้วกับท่านประธานน่ะครับ!!” 

“แต่ว่า...”

“น้าคร้าบบบ พวกเราไม่เคยมีเจ้านายที่ใจดีแบบนี้มาก่อนเลย ให้เกียรติพวกเราด้วยนะครับ^^~”

“ไปเถอะฮะ แทมินดูแลตัวเองได้” เขายิ้มและทรงตัวนั่งตัวตรงเป็นการบอกว่าไหวจริงๆ “เชื่อแทมินสิ”

ถึงแม้ว่าใจหนึ่งจะเป็นห่วงแทมิน แต่เขาก็ปฏิเสธคำชวนของเหล่าพนักงานไม่ได้เหมือนกัน คิมจงฮยอนจึงทำได้แค่ทิ้งสายตาเป็นห่วงเป็นใยเอาไว้ขณะที่โดนดึงตัวให้แทรกหายไปกับผ
ู้คน

แทมินรู้สึกหน่วงๆนิดหน่อย พอเริ่มคิดว่าน่าจะลุกขึ้นเดินได้แล้วเลยกะว่าจะไปล้างหน้าล้างตาให้สร่าง.. น้ำเย็นๆช่วยให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมขึ้นมาก มือบางเอื้อมไปปิดก็อกน้ำแล้วเงยหน้าขึ้นมองเงาร่างที่สะท้อนในกระจก

ที่ทำลงไปเมื่อกี๊ รู้ตัวดีใช่มั้ย?


แทมินถอนหายใจออกมาหวังว่ามันคงจะช่วยให้หัวใจเบาลง..ถ้าหากมันต้องแบกรับเรื่องราวม
ากมาย

และเพราะมัวแต่เหม่อลอย ตอนที่เดินออกมาจากห้องน้ำถึงได้ชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง “ขอโทษฮะ” ก้มหน้าก้มตาขอโทษและพยายามจะแทรกตัวเดินต่อไป ทว่าท่อนแขนกลับถูกรั้งไว้เสียแน่น

และแรงนั้นก็มีมากพอที่จะดึงตัวเขาตามอีกคนไป แทมินอุทานออกมาเมื่อแผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังอิฐ สัญชาตญาณบอกถึงอันตรายที่อยู่ตรงหน้า แขนเล็กปัดป่ายอีกฝ่ายหากแต่มันกลับหยุดลงแทบจะทันทีที่เงยหน้าขึ้นและพบว่าร่างสูงท
ี่พันธนาการเขาอยู่เป็นใคร

ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากจะขยับอ้า เรียวปากหนาก็โฉบลงมาฉกชิงเอาถ้อยคำทุกคำและกัดกลืนมันเอาไว้เป็นของตนเอง ฝ่ามือบางถูกกดชิดกับผนังหยาบราวกับถูกเชือกหนารัดรึง เช่นเดียวกับเรือนร่างผอมบางที่ถูกอีกฝ่ายแนบตัวเข้าหาจนแน่นชิดไร้ช่องว่างให้เคลื่
อนไหว เรียวหน้าหวานพยายามเบือนหนีสัมผัสร้อนจากแรงอารมณ์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถหลีกหนีได้เลย กลีบปากบางซึ่งทานแรงดุนดันไม่ไหวจำต้องเผยอปากให้อีกฝ่ายล้วงล้ำ เรียวลิ้นหยาบไล่ตามเกี่ยวกระหวัดรัดพันลิ้นเล็กอย่างจาบจ้วงแต่ไม่รุนแรง 

ช่องว่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อร่างสูงผละออกเพื่อเปลี่ยนมุมก่อนกดจูบลงมาใหม่ เอวบางถูกรั้งโดยท่อนแขนแข็งแรง มือที่ว่างจากการถูกพันธนาการจึงเคลื่อนมายันอกกว้างนั้นด้วยแรงที่ยังคงเหลืออยู่ “ไม่...”

“อย่าทำแบบนี้..” 

“คุณเคยขอให้ผมจูบคุณ ลืมไปแล้วหรือไง?” 

“ปล่อย...” สายตาตวัดมองรอบข้าง และเพิ่งรู้ว่าที่ๆเขาทั้งสองคนยืนอยู่เป็นมุมมืดไร้แสงไฟตกกระทบ

“ไม่” มินโฮยืนยัน ก่อนรั้งเอาใบหน้าหวานเข้ามาบดริมฝีปาก ขบเม้มอย่างเอาแต่ใจ

กลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้งออกมาจากร่างสูงที่ครอบครองเขาอยู่ แทมินพยายามผลัก รู้สึกแย่เพราะการกระทำนี้มันเกิดขึ้นจากความไร้สติของอีกฝ่าย และนั่นที่ทำให้น้ำตารินไหลออกมาเป็นสาย


เหมือนคนที่สะดุ้งตื่นจากความฝัน เชวมินโฮผละออกมาและสิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกก็คือน้ำตาของอีแทมิน

“ผม...”


“ถ้าคุณยังบอกว่าคุณไม่ใช่พี่มินโฮของแทมิน ก็อย่าทำแบบนี้ อย่าทำแบบนี้กับคนที่คุณจำไม่ได้ว่าเคยรัก”


“......”


“คุณรู้มั้ยว่าจูบของคุณมันอ่อนโยนแต่มันกลับทำให้ผมเจ็บ...”



“จูบอ่อนโยนของพี่ชายที่พยายามทำร้ายแทมิน มันยิ่งทำให้แทมินเจ็บ”



วินาทีนั้น เหมือนร่างทั้งร่างถูกสาดด้วยน้ำแข็ง ทั้งเจ็บ..และรวดร้าวไปถึงข้างใน


หมัดหนักๆถูกอัดเข้ากับผนังจนเลือดซึมข้อนิ้วไหลย้อยเป็นทาง




แก้วบรั่นดีถูกกระชากออกไปจากมืออย่างแรง แต่มินโฮไม่ได้หันมองหาคนกระทำ สายตาเลื่อนลอยมองออกไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

“ฉันมีคำถามหนึ่งคำถามที่อยากให้นายไปหาคำตอบ” 

ดวงตาคมลึกเหลือบมองคนที่ยืนเต็มความสูง หากแต่ในแววตาไม่ได้สนใจอะไรมากมาย ให้เดาก็คงแค่อยากได้แก้วเหล้าคืน

“นายกำลังทำอะไรอยู่ เชวมินโฮ”



คริสตัลวางแก้วบรั่นดีลงตรงหน้าร่างสูง พลิกตัวกลับและปั้นยิ้มส่งให้เพื่อนร่วมงานเหมือนคนที่กำลังสนุกสนานเสียเต็มที่


ทั้งทีก็เพิ่งเห็นภาพบาดใจมาแท้ๆ



Today is day of loved
Continue with us